การจัดการทรัพยากรน้ำ

การจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพเป็นโอกาสสำคัญของโอสถสภาในการเสริมสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากร ลดต้นทุนการดำเนินงาน และยกระดับประสิทธิภาพกระบวนการผลิต การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการใช้น้ำอย่างคุ้มค่า การนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ และการบริหารจัดการน้ำตลอดห่วงโซ่คุณค่า ช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำในระยะยาว พร้อมทั้ง สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และ สนับสนุนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนขององค์กรในระดับสากล

อย่างไรก็ตาม การจัดการทรัพยากรน้ำยังเผชิญความท้าทายจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศและความเสี่ยงด้านการขาดแคลนน้ำในบางพื้นที่ ความจำเป็นในการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และระบบติดตามการใช้น้ำอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการประสานความร่วมมือกับคู่ค้าและชุมชนในพื้นที่ลุ่มน้ำเดียวกัน นอกจากนี้ การจัดเก็บข้อมูลการใช้น้ำและผลกระทบต่อทรัพยากรน้ำให้มีความครบถ้วนและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล ยังต้องอาศัยการพัฒนาระบบและการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง

โอสถสภาให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน เนื่องจากน้ำเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเครื่องดื่ม และเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญต่อความเป็นอยู่ของชุมชนโดยรอบ บริษัทฯ ดำเนินการประเมินความเสี่ยงด้านน้ำตามพื้นที่ (Water-related Risks) อย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับโรงงานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความตึงตัวของทรัพยากรน้ำ เพื่อกำหนดมาตรการบริหารจัดการที่เหมาะสม ลดความเสี่ยงต่อการดำเนินธุรกิจ และผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

บริษัทฯ มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำตลอดกระบวนการผลิต การปรับปรุงเทคโนโลยี การนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ และการรีไซเคิลน้ำ เพื่อลดการพึ่งพาแหล่งน้ำธรรมชาติ ควบคู่กับการมีส่วนร่วมกับชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ลุ่มน้ำเดียวกัน เพื่อส่งเสริมการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างรับผิดชอบและยั่งยืนร่วมกัน

ในด้านการจัดการน้ำเสีย โอสถสภาใช้ระบบบำบัดน้ำเสียที่มีประสิทธิภาพ โดยบำบัดน้ำเสียจากกระบวนการ ผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐานก่อนปล่อยสู่แหล่งน้ำสาธารณะ หรือส่งต่อเข้าสู่ระบบบำบัดส่วนกลางของนิคมอุตสาหกรรม พร้อมทั้งตรวจสอบ ติดตาม และรายงานปริมาณและคุณภาพน้ำทิ้งตามกฎหมายและข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ บริษัทฯ นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาพัฒนาระบบการจัดการน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านน้ำในระยะยาว

โอสถสภามุ่งมั่นยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำผ่าน กระบวนการตรวจสอบและประเมินศักยภาพการใช้น้ำภายในสถานประกอบการอย่างเป็นระบบเพื่อระบุโอกาสในการปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิต โดยในปี 2568 บริษัทฯ ได้นำผลวิเคราะห์จากการประเมินมาขยายผลสู่การดำเนินโครงการอนุรักษ์น้ำอย่างต่อเนื่องภายใต้แนวทาง 4Rs Projects ได้แก่ ลดการใช้น้ำ (Reduce) นำกลับมาใช้ใหม่ (Reuse) รีไซเคิลน้ำ (Recycle) และ ทดแทนน้ำที่ใช้ไป (Replace) นอกจากนี้ ข้อมูลการบริหารจัดการและสถิติการใช้น้ำทั้งหมดของบริษัทฯ ยังได้รับการทวนสอบโดยหน่วยงานภายนอกตามมาตรฐานสากล เพื่อยืนยันความถูกต้อง ความโปร่งใส และสะท้อนถึงผลสำเร็จในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่มีประสิทธิภาพสูงสุดอย่างยั่งยืน

Water Consumption Performance

Water Unit 2022 2023 2024 2025 2025 Target
A. Water withdrawal (excluding saltwater) Million cubic meters 2.92 2.56 2.46 1.95 1.50
B. Water discharge (excluding saltwater) Million cubic meters 0.41 0.55 0.85 0.89
Total net fresh water consumption (A-B) Million cubic meters 2.51 2.01 1.61 1.06
Coverage percentage 100 100 100 100 100

Water Consumption in Water-Stressed Areas Performance

Water Unit 2022 2023 2024 2025 2025 Target
Water consumption in areas with water stress Million cubic meters 2.33 1.84 1.48 1.05 1.30
Total net fresh water consumption (A-B) percentage 100 100 100 100

แผนการบริหารจัดการน้ำและการลดความเสี่ยงด้านน้ำขององค์กร

แนวทางการบริหารจัดการ 4Rs การดำเนินโครงการอนุรักษ์น้ำปี 2568 สถานที่ประกอบการ
Reduce การลดการใช้น้ำ
  • ลดการใช้ไอน้ำใหม่โดยนำน้ำ Condensate กลับเข้า Boiler ผ่าน Plate Heat Exchanger ช่วยลดการใช้น้ำใหม่ได้ 70%
โรงงานเครื่องดื่มหัวหมาก
  • ลดความถี่ในการทำความสะอาดตัวกรองน้ำ (Ultra Filter) และสารกรองคาร์บอน (Carbon Filter) ในกระบวนการผลิตน้ำ ส่งผลให้สามารถลดการใช้น้ำและจำนวนรอบการทำความสะอาดโดยยังคงมาตรฐานการผลิตเดิม
โรงงานเครื่องดื่มหัวหมาก
  • ปรับลดการเดรนน้ำในเครื่อง Post Pasteurizer โดยยังคงประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องตามปกติ
โรงงานเครื่องดื่มหัวหมาก
  • ลดเวลาการล้างระบบ (Flushing) ในวันที่ไม่มีการผลิต จาก 30 นาที เหลือ 15 นาที พร้อมตรวจตราโรงงาน (Patrol Plant) ส่งผลให้ลดการใช้น้ำโดยไม่กระทบการผลิต
โรงงานเครื่องดื่มมีนบุรี
  • ลดความจำเป็นในการล้างถัง Mixer เมื่อสิ้นสุดวันทำงาน โดยเก็บ Bulk ไว้ในถังและผลิตต่อด้วยสูตรเดิมในวันถัดไป ช่วยลดการใช้น้ำในการล้างถัง
โรงงานผลิตเครื่องสำอางลาดกระบัง
  • บรรจุน้ำหอมสูตรเดิมต่อเนื่องโดยไม่ต้องล้างเครื่องทุกวัน ทำให้ใช้น้ำน้อยลงจากการล้างเครื่อง
โรงงานผลิตเครื่องสำอางลาดกระบัง
  • ลดแรงดันน้ำเพื่อควบคุมอัตราการไหล ทำให้ใช้น้ำน้อยลงในระยะเวลาเปิดน้ำเท่าเดิม
โรงงานผลิตขวดแก้วอยุธยา
  • ลดปริมาณและความถี่ของการล้างทำความสะอาดภายใน Production Line ทุกพื้นที่โดยไม่กระทบต่อ GHPs ช่วยลดการใช้น้ำที่ไม่จำเป็น
โรงงานเครื่องดื่มอยุธยา
  • ลดการใช้น้ำ RO ในการผลิตไอน้ำของ Biomass Boiler
โรงงานเครื่องดื่มอยุธยา
  • ลดการใช้ Raw Water ในระบบ Wet Scrubber และกิจกรรมการล้างพื้นในพื้นที่อาคาร Boiler
โรงงานเครื่องดื่มอยุธยา
  • ลดการใช้น้ำ RO ในการผลิตไอน้ำของ Waste Heat Boiler
โรงงานเครื่องดื่มอยุธยา
  • ลดการใช้น้ำ Raw Water ในระบบ Flushing ของห้องน้ำโรงอาหาร
โรงงานเครื่องดื่มอยุธยา
  • นำน้ำร้อนจากเครื่อง Rinser ที่ใช้งานแล้วมากรองให้สะอาด และนำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อลดการใช้น้ำใหม่ในกระบวนการล้างขวด
โรงงานเครื่องดื่มอยุธยา
  • ลดการใช้น้ำหล่อลื่นสายพาน
โรงงานเครื่องดื่มอยุธยา
Reuse การนำน้ำกลับมาใช้ใหม่
  • เปลี่ยนน้ำระบายความเย็นของระบบ CO2 จากน้ำ Soft Water เป็นน้ำ Reuse ช่วยลดการใช้น้ำใหม่ในกระบวนการผลิต
โรงงานเครื่องดื่มหัวหมาก
  • ขยายการใช้น้ำ Reuse จากเดิม 60 m3/day เพิ่มเป็น 100 และ 120 m3/day ตามลำดับ
โรงงานผลิตขวดแก้วอยุธยา
  • นำน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดแล้วกลับมาใช้ใหม่ เฉพาะในกระบวนการ Flushing ของ Liquid Plant
โรงงานผลิตเครื่องสำอางลาดกระบัง
Recycle การใช้น้ำรีไซเคิล
  • ลดการปล่อยน้ำ Condensate ทิ้ง โดยนำน้ำกลับเข้าสู่ระบบให้ได้มากที่สุด เพื่อลดการใช้น้ำ RO สำหรับเติมใน Boiler (Make-up Water)
โรงงานเครื่องดื่มอยุธยา
  • นำน้ำร้อนจากเครื่อง Rinser ที่ใช้งานแล้วมากรองให้สะอาด และนำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อลดการใช้น้ำใหม่ในกระบวนการล้างขวด
โรงงานเครื่องดื่มอยุธยา
Replacement การทดแทนน้ำที่ใช้ไป
  • ใช้น้ำจาก Cooling Tower ทดแทนน้ำบางส่วนของระบบ Chiller เพื่อลดภาระการทำงานของ Chiller และช่วยประหยัดพลังงาน
โรงงานเครื่องดื่มอยุธยา
  • ปรับระบบ Final Jet โดยนำน้ำจาก Zone 5 ที่มีอุณหภูมิเหมาะสมมาใช้ผสมแทนน้ำใหม่ จากเดิมที่ต้องผสมน้ำใหม่แล้วทิ้งน้ำ ทำให้สามารถลดการใช้น้ำใหม่ในการลดอุณหภูมิที่ Rinser โซน 1–2 ได้
โรงงานเครื่องดื่มหัวหมาก

การประเมินความเสี่ยงและภาวะความตึงเครียดด้านทรัพยากรน้ำ

บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยดำเนินการประเมินความเสี่ยงด้านน้ำในทุกพื้นที่ปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง ผ่านการประยุกต์ใช้เครื่องมือมาตรฐานสากล Aqueduct ของ World Resources Institute (WRI) เพื่อวิเคราะห์ดัชนีความตึงเครียดด้านน้ำ (Water Stress Index) รวมถึงการประเมินปริมาณ ความเพียงพอ และคุณภาพของแหล่งน้ำในแต่ละพื้นที่อย่างเป็นระบบ แม้ว่าผลการประเมินโดยรวมของสถานประกอบการในประเทศไทยจะอยู่ในระดับความเสี่ยงต่ำถึงปานกลาง บริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นการดำเนินงานเชิงรุกเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงดังกล่าวอย่างเหมาะสม

ในปี 2568 บริษัทฯ ได้ยกระดับขอบเขตการประเมินความเสี่ยงด้านน้ำให้ครอบคลุมปัจจัยเชิงพื้นที่ (Context-based Assessment) อย่างละเอียด โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านการผลิตในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งครอบคลุมการวิเคราะห์ทั้งลักษณะทางกายภาพ แนวโน้มความเพียงพอและคุณภาพของแหล่งน้ำต้นทุน ตลอดจนกฎระเบียบและข้อกำหนดในระดับท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ เพื่อนำผลการประเมินไปใช้ในการออกแบบมาตรการบริหารจัดการและลดความเสี่ยง (Mitigation Measures) ที่เหมาะสม อันจะช่วยลดผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน

นอกจากนี้ เพื่อยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่า บริษัทฯ ได้ขยายขอบเขตการประเมินความเสี่ยงด้านน้ำไปสู่กิจกรรมปลายน้ำ โดยครอบคลุมถึงระยะการใช้งานผลิตภัณฑ์ (Product Use Phase) ซึ่งได้เริ่มดำเนินการในกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเป็นลำดับแรก โดยมุ่งวิเคราะห์นัยสำคัญของการใช้น้ำที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภค อาทิ การทำความสะอาดบรรจุภัณฑ์ก่อนเข้าสู่กระบวนการคัดแยกเพื่อการรีไซเคิล รวมถึงการสื่อสารเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้ในการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างรู้คุณค่าแก่ผู้บริโภค สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ครอบคลุมมากกว่ากระบวนการผลิตภายในองค์กร และมุ่งสู่การสร้างคุณค่าร่วมอย่างยั่งยืนในระดับสังคมโดยรวม รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลการประเมินและมาตรการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านน้ำ

ผลการประเมินความเสี่ยงด้านน้ำโดยเครื่องมือ WRI Aqueduct มีดังนี้

ชื่อสถานประกอบการ/ชื่อบริษัท ประเภทของสินทรัพย์ จำนวนโรงงาน (แห่ง) ระดับความตึงเครียดด้านน้ำ
(ประเมินโดย Aqueduct)
บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) สำนักงาน / โรงงาน 2 ระดับสูงมาก
บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) คลังสินค้า / โรงงาน 4 ระดับสูงมาก
บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) โรงงาน 1 ระดับสูงมาก
บริษัท สยามกลาสอยุธยา จำกัด โรงงาน 1 ระดับสูงมาก
บริษัท สยามกลาสอินดัสทรี จำกัด โรงงาน 1 ระดับสูงมาก
บริษัท กรีนสวิลล์ จำกัด โรงงาน 2 ระดับสูงมาก
บริษัท แอควานซ์ เมทไวเวอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด โรงงาน 1 ระดับปานกลางถึงสูง (20-40%)

สัดส่วนการดำเนินงานในพื้นที่ที่มีความตึงเครียดด้านน้ำโอสถสภา

จำนวนโรงงานผลิตทั้งหมด (แห่ง) 12
จำนวนโรงงานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความเครียดด้านน้ำระดับสูงมาก (Extremely High >80%) (แห่ง) 11
ร้อยละของโรงงานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความเครียดด้านน้ำระดับสูงมาก (Extremely High >80%) (คำนวณจากจำนวนโรงงาน) 91.67%
ร้อยละของโรงงานในพื้นที่ที่มีความเครียดด้านน้ำ คำนวณตามสัดส่วนต้นทุนขาย (COGS)* 58.62%

หมายเหตุ :* ร้อยละของโรงงานในพื้นที่ที่มีความเครียดด้านน้ำ คือ 91.67% (คำนวณจากจำนวน 11 แห่งจากทั้งหมด 12 แห่ง) โดยใช้เป็นตัวแทนของสัดส่วนต้นทุนขาย (COGS) เนื่องจากโรงงานในประเทศไทยถือเป็นฐานการผลิตหลักที่มีนัยสำคัญต่อต้นทุนรวมของบริษัทฯ

Exposure of Suppliers to Water Risks

Raw Material Sourcing Province Water source Water Risk Level
Sugar Nakhon Sawan Chao Phraya Extremely High (>80%)
Uttaradit Chao Phraya High (40-80%)
Kamphaeng Phet Chao Phraya High (40-80%)
Chaiyaphum Mekong Extremely High (>80%)
Kalasin Mekong High (40-80%)
Loei Mekong Low (<10%)
Agricultural commodities % of total agricultural commodity sourced from areas with water stress
Sugar 100
% of cost goods purchased in last FY 2.27

การบริหารจัดการความเสี่ยงด้านน้ำในห่วงโซ่อุปทาน

โอสถสภาให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านน้ำตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยมุ่งเน้นซัพพลายเออร์ระดับ Tier 1 ที่มีบทบาทสำคัญต่อความต่อเนื่องในการจัดหาวัตถุดิบ บริษัทฯ ดำเนินการประเมินความเสี่ยงด้านน้ำเชิงพื้นที่ในห่วงโซ่อุปทานอย่างเป็นระบบ โดยใช้เครื่องมือที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เช่น WRI’s Aqueduct เพื่อระบุพื้นที่ที่มีความเปราะบางด้านทรัพยากรน้ำ จากผลการประเมิน บริษัทฯ ดำเนินการเสริมสร้างศักยภาพของซัพพลายเออร์ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้และการฝึกอบรม เพื่อให้สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงด้านน้ำที่อาจส่งผลต่อการดำเนินงาน ครอบคลุมประเด็นสำคัญ ได้แก่

ปริมาณและคุณภาพของทรัพยากรน้ำ

ความเสี่ยงจากความไม่เพียงพอของปริมาณน้ำและการเสื่อมคุณภาพของแหล่งน้ำ ซึ่งอาจเกิดจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน การใช้น้ำร่วมกับภาคส่วนอื่นในพื้นที่ และมลภาวะทางน้ำ ส่งผลต่อความสามารถในการดำเนินงานของซัพพลายเออร์ ความต่อเนื่องในการจัดหาวัตถุดิบ และคุณภาพของผลิตภัณฑ์

การเปลี่ยนแปลงด้านกฎหมาย ข้อกำหนด หรือโครงสร้างราคาที่เกี่ยวข้องกับการใช้น้ำ

ความเสี่ยงจากการปรับปรุงหรือบังคับใช้กฎหมาย นโยบาย และข้อกำหนดด้านการใช้น้ำและการปล่อยน้ำทิ้ง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างราคาน้ำหรือค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนการดำเนินงาน ความสามารถในการปฏิบัติตามข้อกำหนด และการวางแผนธุรกิจของคู่ค้าในระยะยาว

ความขัดแย้งกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่

ความเสี่ยงจากความขัดแย้งในการใช้น้ำร่วมกับชุมชน ภาคเกษตรกรรม หน่วยงานรัฐ หรือผู้ใช้น้ำรายอื่นในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อร้องเรียน การคัดค้านทางสังคม หรือข้อจำกัดในการใช้น้ำ ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับชุมชน ความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน

บริษัทฯ ได้ระบุวัตถุดิบทางการเกษตรที่มีนัยสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ ได้แก่ น้ำตาล ซึ่งจัดซื้อจากเกษตรกรในประเทศ โดยคิดเป็นร้อยละ 9 ของมูลค่าการจัดซื้อวัตถุดิบทั้งหมดในปี 2568 (Cost of Goods Purchased or Acquired: COGA) ทั้งนี้ แหล่งจัดซื้อหลักตั้งอยู่ในจังหวัดขอนแก่น ชัยภูมิ สุพรรณบุรี กำแพงเพชร และอ่างทอง ซึ่งได้รับการจัดอยู่ในพื้นที่ที่มีความเครียดด้านน้ำในระดับสูงมาก (Extremely High >80%)

โครงการและกิจกรรมอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ

โครงการ Wastewater Management of Rojana Garden Home L Phase

โอสถสภาดำเนินโครงการวิทยาศาสตร์เชิงบูรณาการที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและชุมชนร่วมกับอาจารย์และนิสิต หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีชีวภาพ (หลักสูตรนานาชาติ) คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลงพื้นที่เพื่อสำรวจและรับฟังปัญหาของชุมชน เก็บตัวอย่างน้ำจากจุดต่างๆมาวิเคราะห์เพื่อวางแนวทางการช่วยเหลือและวางแผนบำบัดน้ำ

โครงการอบรมให้ความรู้ด้านการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

โอสถสภาให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความรู้และทักษะของพนักงานด้านการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการจัดอบรมและกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้ที่ครอบคลุมทั้งการใช้น้ำในกระบวนการผลิตและการใช้น้ำในชีวิตประจำวันภายในองค์กร เป็นประจำทุกปี โดยมุ่งเน้นการถ่ายทอดแนวปฏิบัติที่เหมาะสม การลดการสูญเสียน้ำ และการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว