การประเมินสาระสำคัญด้านความยั่งยืน
การประเมินสาระสำคัญด้านความยั่งยืน
เพื่อให้การดำเนินงานด้านความยั่งยืนมีประสิทธิภาพ เป็นไปตามทิศทางของการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในระดับมหภาค และสามารถตอบสนองความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย โอสถสภาจึงได้จัดทำการประเมินประเด็นสำคัญอย่างครอบคลุมทุกสามปี และทบทวนความเกี่ยวข้องของประเด็นต่างๆ ทุกปี โดยการประเมินจะครอบคลุมประเด็นด้านความยั่งยืนทั้งสามมิติตามหลักการ ESG
ในปี 2568 บริษัทได้ดำเนินการประเมินเพื่อระบุประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับกรอบการรายงานตามมาตรฐาน Global Reporting Initiative (GRI) 2021 ผนวกกับแนวทางการเชื่อมโยงผู้มีส่วนได้เสีย AA1000 และได้นำหลักการทวิสารัตถภาพ (double materiality) มาเป็นแกนหลักในการประเมิน โดยจะคำนึงถึงผลกระทบที่บริษัทฯ มีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และผลกระทบจากประเด็นด้าน ESG ที่มีต่อผลประกอบการทางการเงินของบริษัทฯ โดยมีขั้นตอนดังต่อไปนี้
การประเมินและทบทวนบริบทขององค์กรและสภาพปัจจุบัน
- ทำความเข้าใจและประเมินบริบทของบริษัทฯ รวมถึงทบทวนภาพรวมของกิจกรรมทางธุรกิจ โอกาสและความเสี่ยงที่ได้ประเมินไว้ ความสัมพันธ์กับคู่ค้าทางธุรกิจ ตลอดจนบริบทด้านความยั่งยืนและผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดขอบเขตประเด็นด้านความยั่งยืนเบื้องต้น
- ทบทวนผลการดำเนินงานของบริษัทฯ และแนวโน้มอุตสาหกรรม และกรอบมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น GRI Standards SASB CSRD TCFD DJSI และ FTSE100 เป็นต้น ควบคู่กับการเปรียบเทียบบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน (Peer Benchmarking)
- ทบทวนห่วงโซ่คุณค่าของบริษัทฯ และทำความเข้าใจเกณฑ์การประเมินความเสี่ยงของบริษัทฯ
การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย
- ดำเนินการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียทั้ง 6 กลุ่มเพื่อทำความเข้าใจข้อกังวลและมุมมองเชิงลึก โดยมุ่งประเมินทั้ง “ผลกระทบที่บริษัทฯ มีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม” และ “ผลกระทบจากประเด็นด้าน ESG ที่มีต่อผลประกอบการทางการเงินของบริษัทฯ”
- ผู้มีส่วนได้เสียจำนวน 372 รายจาก 6 กลุ่ม มีส่วนร่วมในกระบวนการประเมินผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกและการทำแบบสอบถาม
การระบุ ประเมิน และจัดลำดับประเด็นสำคัญ
- พัฒนาเกณฑ์การประเมินสำหรับประเมินสาระสำคัญ
- โดยนำผลจากการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียมาวิเคราะห์นัยสำคัญของผลกระทบทั้งที่เกิดขึ้นจริงและที่อาจเกิดขึ้น
- นำผลการประเมินมาวิเคราห์และจัดลำดับความสำคัญเพื่อกำหนดประเด็นสำคัญที่สะท่องมุมมองของผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึงความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
Critical
Focus
Foundational
การรับรองประเด็นด้านความยั่งยืน
- ทำการประเมินร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ (Expert Testing) เพื่อรวบรวมความคิดเห็นเกี่ยวกับกระบวนการประเมินและผลลัพธ์ และยืนยันประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนของบริษัทฯ
- นำเสนอประเด็นรายการประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนต่อคณะทำงานด้านความยั่งยืน (OSP SD Working Group) และคณะกรรมการสรรหา กำหนดค่าตอบแทน บรรษัทภิบาล และการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน (Nomination, Remuneration, Corporate Governance and Sustainability Committee) เพื่อพิจารณาและอนุมัติ
- ตรวจประเมินและรับรองกระบวนการและผลลัพธ์โดยผู้ตรวจสอบอิสระภายนอก (Third-Party Verification) ตามมาตรฐาน European Sustainability Reporting Standards และ AA1000 Assurance Standard Double Materiality Verification
ผลจากการประเมินและวิเคราะห์ประเด็นที่สำคัญด้านความยั่งยืนในปี 2568 สอดคล้องกับประเด็นที่ได้ถูกระบุมาแล้วในการประเมินแบบครอบคลุมในครั้งก่อนหน้า รวมทั้งสิ้น 14 ประเด็น ซึ่งบริษัทฯ จะนำมาปรับเข้ากับกรอบการดำเนินงานด้านความยั่งยืน หรือ OSP Sustainability Framework ในปี 2569 เป็นต้นไป โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
ประเด็นที่มีความสำคัญสูงมาก
ประเด็นที่มีความสำคัญสูง
Top Materiality Issue

ประเด็นที่มีความสำคัญสูงมาก
-
1การจัดการด้านพลังงานและด้านสภาพภูมิอากาศ
-
2การจัดการทรัพยากรน้ำ
-
6การพัฒนาทรัพยากรบุคคลและการปฏิบัติด้านแรงงาน
-
3การจัดการบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน
-
4การจัดการของเสีย
-
7สุขภาพและสุขภาวะที่ดีของผู้บริโภค
-
11การจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน
ประเด็นที่มีความสำคัญสูง
-
5การปกป้องและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ
-
8จริยธรรมด้านการตลาดและการออกแบบฉลากสินค้าอย่างรับผิดชอบ
-
9การสร้างประโยชน์แก่ชุมชนและสังคม
-
10สิทธิมนุษยชน
-
12การกำกับดูแลกิจการที่ดีและการบริหารความเสี่ยง
-
13คุณภาพและความปลอดภัยของสินค้า
-
14นวัตกรรมสินค้า