นวัตกรรม
อุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคพัฒนาเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากพฤติกรรมผู้บริโภค เทคโนโลยี และแนวโน้มด้านการรักษาสุขภาพแบบยืนยาว (Longevity) ส่งผลให้นวัตกรรมมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตในระยะยาว จากรายงาน Innovation in Consumer Packaged Goods ของ McKinsey & Company ในปี 2566 พบว่า มากกว่า 75% ของการเติบโตในอุตสาหกรรมมาจากผลิตภัณฑ์ใหม่และนวัตกรรม สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของนวัตกรรมในการสร้างการเติบโต
สำหรับกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค นวัตกรรมไม่เพียงครอบคลุมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่ยังรวมถึงการปรับปรุงสูตรผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต บรรจุภัณฑ์ และรูปแบบการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแนวโน้มด้านสุขภาพ โภชนาการ และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมที่ให้ความสำคัญกับการใช้บรรจุภัณฑ์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
อย่างไรก็ตาม การพัฒนานวัตกรรมยังต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งในด้านความซับซ้อนของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การเปลี่ยนแปลงของความต้องการผู้บริโภค ต้นทุนการวิจัยและพัฒนา รวมถึงความไม่แน่นอนของความสำเร็จทางการตลาด โดยเฉพาะในช่วงปีแรกของการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ องค์กรจึงจำเป็นต้องมีกระบวนการบริหารจัดการนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มโอกาสความสำเร็จและลดความเสี่ยงทางธุรกิจ

แนวทางการบริหารจัดการ
โอสถสภาให้ความสำคัญกับการจัดการนวัตกรรมในฐานะกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยบูรณาการนวัตกรรมเข้ากับกลยุทธ์ธุรกิจ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และกระบวนการผลิตที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
บริษัทฯ มุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมโดยอาศัยข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภค (Consumer Insight) การวิจัยและพัฒนา การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี และการออกแบบผลิตภัณฑ์อย่างรับผิดชอบ เพื่อยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับแนวปฏิบัติของบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและตอบสนองต่อแนวโน้มของตลาด โดยบริษัทมีพนักงานในตำแหน่งวิจัยและพัฒนา 47 คน และมีค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาทั้งหมดในปี 2568 179ล้านบาทซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาด้านนวัตกรรมของบริษัทฯ
บริษัทฯ ยังส่งเสริมความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ สถาบันวิจัย และหน่วยงานภายนอก เพื่อสนับสนุนการพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่ รวมถึงการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร เพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุนนวัตกรรม และเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ในปี 2568 โอสถสภายังให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดการข้อมูลสำคัญ เช่น ผลการทดลอง อาร์ตเวิร์ก แผนโครงการ ผลงานออกแบบผลิตภัณฑ์ และแบบร่างบรรจุภัณฑ์ โดยข้อมูลทั้งหมดจะถูกจัดเก็บในระบบดิจิทัลที่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยหลายขั้นตอน เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลจะถูกเก็บรักษาอย่างปลอดภัยและสามารถเข้าถึงได้เฉพาะบุคลากรที่ได้รับอนุญาต
กระบวนการพัฒนานวัตกรรมแบบขั้นตอนและจุดกลั่นกรอง (Stage-Gate Process)
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ บริษัทนำกระบวนการ O-IPM (Osotspa Innovation Process Management) มาปรับใช้อย่างต่อเนื่อง ช่วยเพิ่มความคล่องตัว ลดความซับซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรในกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การคิดค้นนวัตกรรมจนถึงการเปิดตัวในตลาด โดยพิจารณาปัจจัยหลัก ดังนี้
ความเกี่ยวข้องกับความต้องการของผู้บริโภค
การประเมินและบริหารจัดการความเสี่ยง
การลงทุนในงานวิจัยและพัฒนา
การจัดการปัจจัยที่ส่งผลต่อผลิตภัณฑ์
ตั้งแต่ปี 2563 โอสถสภาได้นำกระบวนการ Stage-Gate Process มาใช้ในการบริหารจัดการด้านนวัตกรรม ตั้งแต่ขั้นตอนการสร้างแนวคิดไปจนถึงการส่งมอบผลิตภัณฑ์สู่ตลาด กระบวนการนี้แบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอนหลัก ได้แก่
ทั้งนี้ สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย กระบวนการสามารถปรับให้กระชับขึ้นเพื่อเร่งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้รวดเร็วและทันต่อความต้องการของตลาด โดยมีกรอบกระบวนการดังนี้
กระบวนการทางธุรกิจ
การดำเนินงานของแต่ละโครงการขับเคลื่อนโดย Core Team ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากฝ่ายต่าง ๆ เช่น R&D ฝ่ายโรงงาน ฝ่ายควบคุมคุณภาพ ฝ่ายห่วงโซ่อุปทาน ฝ่ายการตลาด ฝ่ายการขาย และฝ่ายการเงิน โดยนำเสนอความก้าวหน้าและข้อมูลสำคัญต่อ Gatekeepers เพื่อประเมินสถานการณ์และตัดสินใจเดินหน้า ชะลอ หรือยุติโครงการตามความเหมาะสม
การจัดสรรงบประมาณเพื่อการวิจัยและพัฒนา
งบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาขององค์กรมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงระยะเวลาที่พิจารณา โดยสะท้อนถึงการให้ความสำคัญเชิงกลยุทธ์ต่อการส่งเสริมงานวิจัยและนวัตกรรม อันเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับศักยภาพการดำเนินงาน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
งบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาขององค์กร
| ปี | 2566 | 2567 | 2568 |
|---|---|---|---|
| ค่าใช้จ่ายในการทำวิจัยและพัฒนานวัตกรรม (ล้านบาท) | 167 | 167 | 179 |
นวัตกรรมแบบเปิดแลนวัตกรรมกระบวนการ
การปรับปรุงคุณภาพอย่างต่อเนื่องเป็นภารกิจสำคัญของบริษัทฯ โดยในปี 2568 โรงงานกรีนสวิลล์ ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ของเหลวและของใช้ส่วนบุคคลประเภทแป้ง ได้พัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีด้านวิศวกรรมเพื่อควบคุมกระบวนการผลิต ลดความผิดพลาดจากการทำงานโดยมนุษย์ และยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน เป็นการต่อยอดนวัตกรรมเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่มีความต่อเนื่องและยั่งยืน โดยมีผลการดำเนินงาน อาทิ
- เครื่องบรรจุและปิดฝาอัตโนมัติสำหรับผลิตภัณฑ์น้ำหอม – เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วยเครื่องบรรจุและปิดฝาอัตโนมัติที่มีความแม่นยำในน้ำหนักบรรจุและการควบคุมแรงบิดในการปิดฝาทุกขวด
- เซนเซอร์อัตโนมัติสำหรับการตรวจจับลูกกลิ้งในกระบวนการบรรจุผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายโรลออน – ใช้เซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวของลูกกลิ้งเพื่อเพิ่มความแม่นยำและประสิทธิภาพในกระบวนการบรรจุ
- Gripped Sheet ลดการใช้ฟิล์มพลาสติกสำหรับพันพาเลท - ใช้ Gripped sheet แทนฟิล์มพลาสติกเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและช่วยลดโลกร้อน สอดคล้องกับการบรรลุเป้าหมายการยุติการใช้พลาสติก PVC บรรจุภัณฑ์โอสถสภาภายในปี 2568
- Electronic Batch Manufacturing Record ด้วยโปรแกรม Web Mix - โปรแกรม Web Mix สำหรับบันทึกข้อมูลการผสมแบบ real-time เพื่อเพิ่มความถูกต้องของข้อมูล ลดข้อผิดพลาดจากการทำงานของพนักงาน (human error) และช่วยให้สามารถตรวจสอบ ติดตาม และวิเคราะห์กระบวนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- เครื่องบรรจุและปิดฝาอัตโนมัติสำหรับผลิตภัณฑ์สบู่เหลว - เพิ่มประสิทธิภาพและกำลังการผลิตด้วยเครื่องบรรจุและปิดฝาอัตโนมัติสำหรับผลิตภัณฑ์สบู่เหลวซึ่งมีความเร็วในการบรรจุสูงขึ้น 2.5 เท่าของเครื่องบรรจุเดิม
- หุ่นยนต์ช่วยยกสินค้าเรียงบนพาเลท – ติดตั้งแขนกลเพื่อช่วยเรียงกล่องสินค้าลงบนพาเลทเพื่อลดภาระการยกของหนักของพนักงานในไลน์บรรจุสินค้า
- เครื่องตรวจจับขวดแป้งที่ปิดฝาไม่สนิท – ใช้เทคโนโลยี Automated Optical Inspection เพื่อตรวจจับขวดแป้งที่ปิดฝาไม่สนิท แก้ปัญหาแป้งหกระหว่างการขนส่งและจัดเรียงในร้านค้า ก่อนสินค้าถึงมือผู้บริโภค
- เครื่องติดสติ๊กเกอร์อัตโนมัติ – เพิ่มการใช้เครื่องติดสติ๊กเกอร์อัตโนมัติในไลน์บรรจุแป้งเพื่อลดปัญหาการขาดแคลนแรงงาน
- ถังสแตนเลสเก็บเนื้อผลิตภัณฑ์รอบรรจุ – เพิ่มถังแสตนเลสเก็บเนื้อผลิตภัณฑ์ระหว่างการรอบรรจุเพื่อลดการใช้ถุงพลาสติกได้อย่างมีนัยสำคัญ
การปรับปรุงและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพของผู้บริโภค
โอสถสภาเร่งผลักดันผลิตภัณฑ์นวัตกรรมของกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้งในด้านรูปแบบบรรจุภัณฑ์ และ/หรือ คุณประโยชน์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตและแนวโน้มผู้บริโภค และขยายไปยังผู้บริโภคกลุ่มใหม่ที่มีอัตราการเติบโตสูง โดยในปี 2568 มีผลการดำเนินงาน อาทิ

การพัฒนาทักษะพนักงานเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรม
บริษัทฯ ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของพนักงานเพื่อสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมภายในองค์กร โดยจัดให้มีการอบรมด้านเทคโนโลยีและเครื่องมือดิจิทัล เช่น Microsoft Power BI เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลและต่อยอดสู่การพัฒนาแนวทางหรือแนวทางใหม่ นอกจากนี้ บริษัทได้จัดกิจกรรมและการอบรมด้านนวัตกรรม เพื่อกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ ส่งเสริมการพัฒนาไอเดียใหม่ และสนับสนุนให้พนักงานสามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการปรับปรุงกระบวนการทำงานและสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับองค์กร






