อุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคพัฒนาเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากพฤติกรรมผู้บริโภค เทคโนโลยี และแนวโน้มด้านการรักษาสุขภาพแบบยืนยาว (Longevity) ส่งผลให้นวัตกรรมมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตในระยะยาว จากรายงาน Innovation in Consumer Packaged Goods ของ McKinsey & Company ในปี 2566 พบว่า มากกว่า 75% ของการเติบโตในอุตสาหกรรมมาจากผลิตภัณฑ์ใหม่และนวัตกรรม สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของนวัตกรรมในการสร้างการเติบโต

สำหรับกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค นวัตกรรมไม่เพียงครอบคลุมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่ยังรวมถึงการปรับปรุงสูตรผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต บรรจุภัณฑ์ และรูปแบบการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแนวโน้มด้านสุขภาพ โภชนาการ และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมที่ให้ความสำคัญกับการใช้บรรจุภัณฑ์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

อย่างไรก็ตาม การพัฒนานวัตกรรมยังต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งในด้านความซับซ้อนของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การเปลี่ยนแปลงของความต้องการผู้บริโภค ต้นทุนการวิจัยและพัฒนา รวมถึงความไม่แน่นอนของความสำเร็จทางการตลาด โดยเฉพาะในช่วงปีแรกของการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ องค์กรจึงจำเป็นต้องมีกระบวนการบริหารจัดการนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มโอกาสความสำเร็จและลดความเสี่ยงทางธุรกิจ

แนวทางการบริหารจัดการ

โอสถสภาให้ความสำคัญกับการจัดการนวัตกรรมในฐานะกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยบูรณาการนวัตกรรมเข้ากับกลยุทธ์ธุรกิจ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และกระบวนการผลิตที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บริษัทฯ มุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมโดยอาศัยข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภค (Consumer Insight) การวิจัยและพัฒนา การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี และการออกแบบผลิตภัณฑ์อย่างรับผิดชอบ เพื่อยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับแนวปฏิบัติของบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและตอบสนองต่อแนวโน้มของตลาด โดยบริษัทมีพนักงานในตำแหน่งวิจัยและพัฒนา 47 คน และมีค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาทั้งหมดในปี 2568 179ล้านบาทซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาด้านนวัตกรรมของบริษัทฯ

บริษัทฯ ยังส่งเสริมความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ สถาบันวิจัย และหน่วยงานภายนอก เพื่อสนับสนุนการพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่ รวมถึงการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร เพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุนนวัตกรรม และเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ในปี 2568 โอสถสภายังให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดการข้อมูลสำคัญ เช่น ผลการทดลอง อาร์ตเวิร์ก แผนโครงการ ผลงานออกแบบผลิตภัณฑ์ และแบบร่างบรรจุภัณฑ์ โดยข้อมูลทั้งหมดจะถูกจัดเก็บในระบบดิจิทัลที่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยหลายขั้นตอน เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลจะถูกเก็บรักษาอย่างปลอดภัยและสามารถเข้าถึงได้เฉพาะบุคลากรที่ได้รับอนุญาต

กระบวนการพัฒนานวัตกรรมแบบขั้นตอนและจุดกลั่นกรอง (Stage-Gate Process)

เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ บริษัทนำกระบวนการ O-IPM (Osotspa Innovation Process Management) มาปรับใช้อย่างต่อเนื่อง ช่วยเพิ่มความคล่องตัว ลดความซับซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรในกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การคิดค้นนวัตกรรมจนถึงการเปิดตัวในตลาด โดยพิจารณาปัจจัยหลัก ดังนี้

ความเกี่ยวข้องกับความต้องการของผู้บริโภค
การประเมินและบริหารจัดการความเสี่ยง
การลงทุนในงานวิจัยและพัฒนา
การจัดการปัจจัยที่ส่งผลต่อผลิตภัณฑ์

ตั้งแต่ปี 2563 โอสถสภาได้นำกระบวนการ Stage-Gate Process มาใช้ในการบริหารจัดการด้านนวัตกรรม ตั้งแต่ขั้นตอนการสร้างแนวคิดไปจนถึงการส่งมอบผลิตภัณฑ์สู่ตลาด กระบวนการนี้แบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอนหลัก ได้แก่

1
การศึกษาความเป็นไปได้ของแนวคิดเบื้องต้น
2
การพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยฝ่ายวิจัยและพัฒนา (R&D)
3
การทดสอบในโรงงานเพื่อเตรียมความพร้อม
4
การนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด
5
การโฆษณาและประเมินผลหลังเปิดตัวผลิตภัณฑ์

ทั้งนี้ สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย กระบวนการสามารถปรับให้กระชับขึ้นเพื่อเร่งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้รวดเร็วและทันต่อความต้องการของตลาด โดยมีกรอบกระบวนการดังนี้

กระบวนการทางธุรกิจ

การดำเนินงานของแต่ละโครงการขับเคลื่อนโดย Core Team ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากฝ่ายต่าง ๆ เช่น R&D ฝ่ายโรงงาน ฝ่ายควบคุมคุณภาพ ฝ่ายห่วงโซ่อุปทาน ฝ่ายการตลาด ฝ่ายการขาย และฝ่ายการเงิน โดยนำเสนอความก้าวหน้าและข้อมูลสำคัญต่อ Gatekeepers เพื่อประเมินสถานการณ์และตัดสินใจเดินหน้า ชะลอ หรือยุติโครงการตามความเหมาะสม

การจัดสรรงบประมาณเพื่อการวิจัยและพัฒนา

งบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาขององค์กรมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงระยะเวลาที่พิจารณา โดยสะท้อนถึงการให้ความสำคัญเชิงกลยุทธ์ต่อการส่งเสริมงานวิจัยและนวัตกรรม อันเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับศักยภาพการดำเนินงาน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

งบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาขององค์กร
ปี 2566 2567 2568
ค่าใช้จ่ายในการทำวิจัยและพัฒนานวัตกรรม (ล้านบาท) 167 167 179

นวัตกรรมแบบเปิดแลนวัตกรรมกระบวนการ

การปรับปรุงคุณภาพอย่างต่อเนื่องเป็นภารกิจสำคัญของบริษัทฯ โดยในปี 2568 โรงงานกรีนสวิลล์ ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ของเหลวและของใช้ส่วนบุคคลประเภทแป้ง ได้พัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีด้านวิศวกรรมเพื่อควบคุมกระบวนการผลิต ลดความผิดพลาดจากการทำงานโดยมนุษย์ และยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน เป็นการต่อยอดนวัตกรรมเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่มีความต่อเนื่องและยั่งยืน โดยมีผลการดำเนินงาน อาทิ

  • เครื่องบรรจุและปิดฝาอัตโนมัติสำหรับผลิตภัณฑ์น้ำหอม – เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วยเครื่องบรรจุและปิดฝาอัตโนมัติที่มีความแม่นยำในน้ำหนักบรรจุและการควบคุมแรงบิดในการปิดฝาทุกขวด
  • เซนเซอร์อัตโนมัติสำหรับการตรวจจับลูกกลิ้งในกระบวนการบรรจุผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายโรลออน – ใช้เซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวของลูกกลิ้งเพื่อเพิ่มความแม่นยำและประสิทธิภาพในกระบวนการบรรจุ
  • Gripped Sheet ลดการใช้ฟิล์มพลาสติกสำหรับพันพาเลท - ใช้ Gripped sheet แทนฟิล์มพลาสติกเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและช่วยลดโลกร้อน สอดคล้องกับการบรรลุเป้าหมายการยุติการใช้พลาสติก PVC บรรจุภัณฑ์โอสถสภาภายในปี 2568
  • Electronic Batch Manufacturing Record ด้วยโปรแกรม Web Mix - โปรแกรม Web Mix สำหรับบันทึกข้อมูลการผสมแบบ real-time เพื่อเพิ่มความถูกต้องของข้อมูล ลดข้อผิดพลาดจากการทำงานของพนักงาน (human error) และช่วยให้สามารถตรวจสอบ ติดตาม และวิเคราะห์กระบวนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • เครื่องบรรจุและปิดฝาอัตโนมัติสำหรับผลิตภัณฑ์สบู่เหลว - เพิ่มประสิทธิภาพและกำลังการผลิตด้วยเครื่องบรรจุและปิดฝาอัตโนมัติสำหรับผลิตภัณฑ์สบู่เหลวซึ่งมีความเร็วในการบรรจุสูงขึ้น 2.5 เท่าของเครื่องบรรจุเดิม
  • หุ่นยนต์ช่วยยกสินค้าเรียงบนพาเลท – ติดตั้งแขนกลเพื่อช่วยเรียงกล่องสินค้าลงบนพาเลทเพื่อลดภาระการยกของหนักของพนักงานในไลน์บรรจุสินค้า
  • เครื่องตรวจจับขวดแป้งที่ปิดฝาไม่สนิท – ใช้เทคโนโลยี Automated Optical Inspection เพื่อตรวจจับขวดแป้งที่ปิดฝาไม่สนิท แก้ปัญหาแป้งหกระหว่างการขนส่งและจัดเรียงในร้านค้า ก่อนสินค้าถึงมือผู้บริโภค
  • เครื่องติดสติ๊กเกอร์อัตโนมัติ – เพิ่มการใช้เครื่องติดสติ๊กเกอร์อัตโนมัติในไลน์บรรจุแป้งเพื่อลดปัญหาการขาดแคลนแรงงาน
  • ถังสแตนเลสเก็บเนื้อผลิตภัณฑ์รอบรรจุ – เพิ่มถังแสตนเลสเก็บเนื้อผลิตภัณฑ์ระหว่างการรอบรรจุเพื่อลดการใช้ถุงพลาสติกได้อย่างมีนัยสำคัญ

การปรับปรุงและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพของผู้บริโภค

โอสถสภาเร่งผลักดันผลิตภัณฑ์นวัตกรรมของกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้งในด้านรูปแบบบรรจุภัณฑ์ และ/หรือ คุณประโยชน์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตและแนวโน้มผู้บริโภค และขยายไปยังผู้บริโภคกลุ่มใหม่ที่มีอัตราการเติบโตสูง โดยในปี 2568 มีผลการดำเนินงาน อาทิ

ซี-วิท สูตรวิตามินซีที่พัฒนาใหม่

การปรับปรุงและพัฒนา

  • เพิ่มรสชาติใหม่ด้วย C-Vitt Lychee ผสมน้ำลิ้นจี่แท้
  • ใส่วิตามินซี 1,000 มก. ต่อหน่วยบริโภคเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการวิตามินซีในแต่ละวัน
  • พัฒนาสูตรเน้นสุขภาพที่มีน้ำตาลต่ำ (น้อยกว่า 6 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร)

ผลลัพธ์

  • เพิ่มประสิทธิภาพระบบภูมิคุ้มกัน
แฮงสเตอร์

การปรับปรุงและพัฒนา

  • รวมสารอาหารที่ช่วยบรรเทาอาการเมาค้าง ช่วยให้สดชื่นและลดอาการไม่สบายตัวจากการดื่มแอลกอฮอล์ได้ ประกอบด้วยกลูต้าไธโอน ยีสต์สกัด ทอรีน วิตามินบี 3 และซิงค์ มี 2 รสชาติรสดั้งเดิม และกลิ่นเลม่อน
  • สูตรเน้นสุขภาพที่มีน้ำตาลต่ำ (น้อยกว่า 6 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร)

ผลลัพธ์

  • ช่วยบรรเทาอาการปวดหัว คลื่นไส้จากการเมาค้าง โดยช่วยกำจัดแอลกอฮอล์ได้เร็วมากขึ้น
คาลพิส แลคโตะ

การปรับปรุงและพัฒนา

  • เปิดตัวคาลพิสกลุ่มใหม่เพิ่มคุณประโยชน์มากขึ้นกว่าเดิม ด้วย 1) detox จากไฟเบอร์ และ XOS 8000 มิลลิกรัมรสชาแอปเปิ้ล และ 2) beauty shine เพิ่มสารสกัดจากส้มสีเลือดและคอลลาเจน 2000 มิลลกรัมรสเสาวรส
  • คาลพิส และคาลพิสโซดาเปิดตัว 5 รสชาติใหม่ ผสมผสานรสชาติแบบญี่ปุ่น

ผลลัพธ์

  • การขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยเพิ่มคุณประโยชน์และรสชาติของผลิตภัณฑ์เพื่อความหลากหลายของรสชาติและตอบสนองต่อเทรนใหม่กระตุ้นความต้องการของผู้บริโภค
กลุ่มผลิตภัณฑ์เบบี้มายด์

การปรับปรุงและพัฒนา

  • มีการพัฒนาสินค้ารุ่น Babi Mild & Beyond ที่คำนึงถึงความอ่อนโยนและคุณประโยชน์ที่ใช้ได้สำหรับทุกคนในครอบครัวตั้งแต่เด็กเล็ก คุณพ่อคุณแม่ ไปจนถึงคุณตาคุณยาย สินค้ามีทั้งกลุ่มครีมอาบน้ำ แป้ง และโลชั่น มีการเติม Prebiotic ที่เป็นสารมีประโยชน์ต่อการปรับสมดุลบนผิวหนัง และมีผลิตภัณฑ์น้ำยาซักผ้า 2 in 1 ที่ใช้ plant-based surfactant (สารลดแรงตึงผิวพัฒนามาจากพืช) ทำความสะอาดอย่างอ่อนโยนและมีประสิทธิภาพ พร้อมสารขจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ พร้อมให้ความนุ่มและสองกลิ่นหอมใหม่ที่เหมาะกับทุกคนในครอบครัว
  • ออกสินค้าใหม่ Babi Mild Organic Baby wipes ผ้าเปียกสำหรับเช็ดทำความสะอาดผิวที่อ่อนโยน ใช้ได้ทั้งผิวหน้าและผิวกาย อ่อนโยน 99% น้ำบริสุทธิ์ มี ceramide ผ่านการทดสอบการระคายเคืองของผิว
  • มีการปรับปรุงสินค้าในกลุ่มดูแลบ้าน คือผลิตภัณฑ์ล้างขวดนม ผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็ก 2 in 1 อย่างต่อเนื่อง
  • มีการออกสินค้า Special Collection ที่ collab กับ Influencer ชื่อดังเช่น หมีเนย และ Polcasan เพื่อเพิ่มสีสันความน่ารักให้กับผลิตภัณฑ์และเพิ่มความสนุกสนานและทางเลือกเพิ่มให้กับผู้บริโภค

ผลลัพธ์

  • สบู่อาบน้ำเบบี้มายด์ยังคงครองความเป็นอันดับหนึ่งในปี 2568 รวมถึงกลุ่มแป้งที่ยังแข็งแกร่งเป็นอันดับสองในตลาด
  • สินค้ากลุ่ม Babi Mild & Beyond ตอบโจทย์ผู้บริโภคในประเทศไทยที่มีอัตราการเติบโตของกลุ่มสูงวัยเพิ่มขึ้น ผู้สูงวัยมีผิวหนังที่อ่อนแอลง แพ้ง่าย และเกิดการคันได้มากขึ้น ต้องการการบำรุงรักษาดูแลอย่างต่อเนื่องด้วยผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนช่วยเสริมความแข็งแรงของเกราะป้องกันผิว และไม่ก่อให้เกิดการแพ้ และช่วยขจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์
กลุ่มผลิตภัณฑ์เบบี้มายด์คิดส์

การปรับปรุงและพัฒนา

  • เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่กลุ่ม เบบี้มายด์คิดส์ออร์แกนิก ที่มีทั้งครีมอาบน้ำบับเบิ้ลบาธ แป้ง และยาสีฟัน สูตรบับเบิ้ลบาธใหม่อ่อนโยนเช่นเดิมและพัฒนาให้มีฟองเยอะ เพิ่มความสนุกสนานในการอาบน้ำให้กับเด็ก ๆ มีหลายสีและกลิ่นหอมใหม่ให้เลือก

ผลลัพธ์

  • ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีเนื่องจากตอบโจทย์ของเด็ก ๆ ที่ชอบเล่นฟองขณะอาบน้ำและมีกลิ่นให้เลือกหลากหลาย รวมทั้งบรรจุภัณฑ์ที่ดูสนุกสนานน่าใช้
กลุ่มผลิตภัณฑ์อัลตร้ามายด์

การปรับปรุงและพัฒนา

  • อัลตร้ามายด์ พัฒนาสินค้าเพื่อกลุ่มผู้บริโภคผู้หญิงสาวที่ต้องการความอ่อนโยน น่ารักน่าทะนุถนอม หลังจากได้รับความสำเร็จอย่างสูงในกลุ่มครีมอาบน้ำในปีที่ผ่านมา จึงได้ออกสินค้าเพิ่มเติมในกลุ่ม ครีมอาบน้ำ 3 กลิ่นใหม่ โลชั่น 3 กลิ่นใหม่ และ ผลิตภัณฑ์กลุ่มทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น ซึ่งประกอบด้วยผลิตภัณฑ์น้ำยาทำความสะอาด ที่มี pH balance เหมาะสมกับจุดซ่อนเร้น เสริมด้วย Prebiotic ช่วยปรับสมดุลย์แบคทีเรีย และผ้าเปียกทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น
  • นอกจากนี้ได้วางตลาด ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นใต้วงแขนทั้งแบบโรลออน และนวัตกรรมใหม่แบบสเปรย์น้ำซึ่งเป็นรูปแบบใหม่ในท้องตลาดและได้การตอบรับดีมาก ทั้งหมดได้ผลิตโดยคำนึงถึงความอ่อนโยนและกลิ่นที่หอมน่ารักเป็นพิเศษ และผ่านการทดสอบการระคายเคืองผิว

ผลลัพธ์

  • สินค้าอัลตร้ามายด์เติบโตอย่างรวดเร็ว (อาบน้ำเติบโต 38% ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นเติบโต 342% จากปี 2567) เราได้ยอดขายเป็นอันดับหนึ่งในวัตสันทั้งในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาบน้ำ และทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น
  • สเปรย์น้ำระงับกลิ่นกายได้รับการตอบรับดีมากเกินคาดจนของขาดเมื่อเริ่มวางตลาด เป็นนวัดกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเนื่องจากไม่ใช่ aerosol และใช้สารระงับกลิ่นที่มีประ สิทธิภาพยิ่งขึ้น
กลุ่มผลิตภัณฑ์ทเวลฟ์พลัส

การปรับปรุงและพัฒนา

  • ออกผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย ดีโอสเปรย์ นวัตกรรมใหม่ในรูปแบบสเปรย์น้ำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีประสิทธิภาพในการระงับกลิ่นที่ดีขึ้น
  • ออกสินค้าครีมอาบน้ำ 2 กลิ่นใหม่มี Lactic acid ช่วยปรับสมดุลผิว และโลชั่นกลิ่นหอมใหม่ มี ceramide 3 ชนิดและวิตะมินบี 3 เพื่อผิวเนียนนุ่มกระจ่างใสและยังคงกลิ่นหอมระดับพรีเมี่ยม
  • เปิดตัวโคโลญจน์สูตรใหม่หลายรุ่น ทั้งกลิ่นน้ำหอมใหม่ที่ได้แรงบันดาลใจจากเคาน์เตอร์แบรนด์ และกลิ่นที่ร่วมพัฒนากับเบบี้มายด์ นอกจากนี้ยังมีการออกโคโลญจน์รุ่นที่มีกลิตเตอร์ ให้ผิวแวววาวสะดุดตา และรุ่นพิเศษร่วมกับ mascot ของ GMM influencer ชื่อดังอย่าง Polcasan เพื่อเพิ่มความชื่นชอบของผู้บริโภค Gen Z มากยิ่งขึ้น

ผลลัพธ์

  • มีการใช้นวัตกรรมสเปรย์น้ำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมปราศจากสารเคมีทำลายโอโซน (CFCs) มีประสิทธิภาพ และยังคงเน้นเรื่องการให้ผิวสวยกระจ่างใสต่อผู้บริโภค
  • ยังคงเน้นแนวคิดที่ให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงน้ำหอมระดับพรีเมี่ยมได้มากขึ้น หลากหลายขึ้นทั้งในครีมอาบน้ำ โลชั่น และโคโลญจน์
  • นอกจากนี้นวัตกรรมในปีนี้ยังเน้นเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคสมัยใหม่ Gen Z ที่ทันสมัยและมีความต้องการใหม่ ๆ เฉพาะตน เช่น กลิ่นน้ำหอม มากยิ่งขึ้น

การพัฒนาทักษะพนักงานเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรม

บริษัทฯ ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของพนักงานเพื่อสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมภายในองค์กร โดยจัดให้มีการอบรมด้านเทคโนโลยีและเครื่องมือดิจิทัล เช่น Microsoft Power BI เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลและต่อยอดสู่การพัฒนาแนวทางหรือแนวทางใหม่ นอกจากนี้ บริษัทได้จัดกิจกรรมและการอบรมด้านนวัตกรรม เพื่อกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ ส่งเสริมการพัฒนาไอเดียใหม่ และสนับสนุนให้พนักงานสามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการปรับปรุงกระบวนการทำงานและสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับองค์กร