ผลการดำเนินงาน

เป้าหมาย 2568

การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คน ผ่านการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม

2,022 คน / 40 องค์กร
การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คน
2,108
คน
ผ่านการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม 40 องค์กร

แนวทางการบริหารจัดการ

โอสถสภาดำเนินธุรกิจโดยตระหนักถึงบทบาทและความรับผิดชอบต่อชุมชนโดยรอบพื้นที่ดำเนินงาน มุ่งสร้างคุณค่าร่วมผ่านการพัฒนาชุมชน และการให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิต การส่งเสริมอาชีพ รวมถึงการสนับสนุนให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนในระยะยาว นอกจากนี้ บริษัทยังมุ่งสร้างโอกาสที่เท่าเทียมและยั่งยืนให้แก่ชุมชน ผ่านการดำเนินโครงการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมใน 3 ด้านหลัก คือ การสนับสนุนด้านอาชีพและการพัฒนาแพลตฟอร์มการจัดจำหน่ายออนไลน์เพื่อคนพิการ การสนับสนุนด้านการศึกษา และการสร้างเสริมความสัมพันธ์ในชุมชนและสิ่งแวดล้อม

การสนับสนุนด้านอาชีพเพื่อคนพิการ
การสนับสนุนด้านการศึกษา
ความสัมพันธ์ในชุมชนและสิ่งแวดล้อม

ขณะเดียวกัน โอสถสภาตระหนักดีว่าการดำเนินงานอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงและผลกระทบต่อชุมชนทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือสิ่งแวดล้อม บริษัทฯ จึงมีการประเมินและบริหารจัดการผลกระทบดังกล่าว ควบคู่กับการลดผลกระทบเชิงลบ รวมถึงการติดตามและทบทวนผลการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงานในการทำกิจกรรมอาสาสมัครเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เช่น แนะนำวิธีการแยกขยะแก่ชุมชน การรักษาสภาพแวดล้อม รวมถึงมอบของขวัญส่งความสุขให้ชุมชนรอบโรงงาน

การบริจาคและการลงทุนเพื่อสังคม 19.5 ล้านบาท

การดำเนินงานที่สำคัญ

สร้างรายได้ให้กับคนพิการและสมาชิกในครอบครัว หรือผู้ดูแลคนพิการกว่า 800 คน เกิดรายได้กว่า
6,332,135 ล้านบาท
การสนับสนุนเพื่อการกีฬาและนักกีฬาแก่ 6 สมาคม และนักกีฬากิติมศักดิ์ผู้สร้างประโยชน์ให้ประเทศ 10 คน รวมกว่า
2,164,000 ล้านบาท
ได้รับขยะขวดแก้วจากชุมชนกลับเข้าสู่กระบวนการ รีไซเคิล 100.03 ตัน คิดเป็นยอดเงินสมทบกลับคืนสู่ชุมชนจำนวนเงินกว่า
80,000 บาท

โดยยอดเงินดังกล่าว ถูกเปลี่ยนเป็นสิ่งของจำเป็นสำหรับชุมชน อาทิ เครื่องตัดหญ้า ชุดลำโพง ลานกีฬา ลานกิจกรรม เอนกประสงค์และผลิตภัณฑ์ในเครือโอสถสภาเพื่อใช้ใน สาธารณประโยชน์

การสนับสนุนด้านอาชีพเพื่อคนพิการ

โครงการพลังเพื่อก้าวต่อไป (Life Must Go On) – การสนับสนุนด้านอาชีพคนพิการ และการพัฒนาแพลตฟอร์มการจัดจำหน่ายออนไลน์เพื่อคนพิการ

โอสถสภาสนับสนุนคนพิการที่เป็นเสาหลักดูแลครอบครัวให้สามารถประกอบอาชีพและมีรายได้เลี้ยงดูตนเองและครอบครัวผ่านโครงการพลังเพื่อก้าวต่อไป (Life Must Go On) โดยบริษัทฯ ได้ประสานกำลังกับเครือข่ายภาครัฐ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และหน่วยงานสาธารณสุขในท้องถิ่น มอบอาชีพให้แก่คนพิการนอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนด 150 คน ในจังหวัดนนทบุรี พระนครศรีอยุธยา ชัยนาท และอุทัยธานี ในปี 2568

บริษัทฯ ได้นำความเชี่ยวชาญมาพัฒนาทักษะอาชีพให้แก่คนพิการ ผ่านการสร้างแบรนด์สินค้า 3 แบรนด์ ได้แก่ ‘กินดี’ สำหรับสินค้าเกษตรปลอดภัย ‘อยู่ดี’ สำหรับเฟอร์นิเจอร์งานไม้และของตกแต่ง และ ‘แฮนดี้’ สำหรับงานสานเส้นพลาสติกรีไซเคิล พร้อมทั้งพัฒนาช่องทางการตลาดออนไลน์ผ่านเพจ "กินดี อยู่ดี แฮนดี้" เพื่อขยายการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคในวงกว้าง ทั้ง 3 แบรนด์ก่อให้เกิดรายได้แก่คนพิการและผู้ดูแล รวมผู้ได้รับประโยชน์กว่า 232 คน โดยมียอดขายกว่า 1.5 ล้านบาทในปี 2568 และนับตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการในปี 2565 มีผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการทั้งคนพิการและครอบครัวรวม 1,624 คน พร้อมยอดขายสะสมรวมมากกว่า 7,105,790 บาท

นอกจากการสร้างรายได้แล้ว บริษัทฯ ยังได้จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้โดยคนพิการเพื่อคนพิการ เพื่อเป็นพื้นที่ถ่ายทอดความรู้และทักษะด้านอาชีพแก่สมาชิกใหม่และผู้ที่สนใจ โดยคนพิการที่ผ่านการพัฒนาศักยภาพได้ยกระดับตนเองสู่การเป็นวิทยากรด้านอาชีพ ให้ความรู้แก่คนพิการ ผู้สูงอายุ และบุคคลทั่วไปที่ต้องการประกอบอาชีพ รวมกว่า 144 คน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการสร้างระบบนิเวศแห่งการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนในชุมชนคนพิการ

ความสัมพันธ์กับชุมชนและสิ่งแวดล้อม

โครงการ “จากขวดแก้ว สู่ขวดแก้ว” (Bottle to Bottle)

โอสถสภาดำเนินโครงการจากขวดแก้ว สู่ขวดแก้ว หรือ Bottle to Bottle ต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 4 โดยใช้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มุ่งสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับขยะขวดแก้ว ซึ่งเป็นขยะที่มีมูลค่า สามารถสร้างอาชีพ และสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน เนื่องจากขวดแก้วเป็นวัสดุที่สามารถนำมารีไซเคิลได้ 100% และไม่จำกัดจำนวนครั้ง

ในการดำเนินงาน บริษัทได้นำร่องกับชุมชนรอบข้างสำนักงานใหญ่ ย่านหัวหมาก และยังต่อยอดสู่พื้นที่ชุมชนรอบโรงงานในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยจัดกระบวนการให้ชุมชนกำหนดตัวแทนรับซื้อขยะขวดแก้วของชุมชน เพื่อรับซื้อและรวบรวมขยะขวดแก้วส่งขายแก่ร้านรับซื้อขยะ หรือโรงงานขวดแก้ว บริษัทฯ จะมอบถังขยะสำหรับคัดแยกขยะขวดแก้ว พร้อมแนะนำวิธีการแยกขยะแก่ชุมชน รวมถึงรักษาสภาพแวดล้อมอย่างถูกวิธี ตลอดจนปกป้องระบบนิเวศทางธรรมชาติอย่างยั่งยืน ลดการตัดไม้ทำลายป่า และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังมีการจดบันทึกปริมาณขยะที่ได้รับ เพื่อสมทบทุนจำนวน 50 สตางค์ สำหรับขวดแก้วทุกๆ 1 กิโลกรัมที่ชุมชนรวบรวมได้ เพื่อนำไปจัดหาสิ่งของ จัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์ หรือช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสตามที่ชุมชนต้องการ เช่น สร้างลานกีฬาของชุมชน สนามคอนกรีตเอนกประสงค์ และติดตั้งไฟโซล่าเซลล์เพื่อเพิ่มพลังงานไฟฟ้า เพิ่มความปลอดภัยให้ชุมชน โดยในปี 2568 มีผู้เข้าร่วมโครงการกว่า 215 ครัวเรือน 4 นิติบุคคล และ 1 โรงเรียน และสามารถสร้างรายได้ให้แก่ตัวแทนรับซื้อขยะจาก 4 ชุมชน นอกจากนี้ บริษัทยังได้เข้าร่วมโครงการ Care the Whale โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อจัดส่งถังขยะสำหรับรับขยะขวดแก้วให้แก่บริษัทจดทะเบียนที่เข้าร่วมโครงการกว่า 40 องค์กร รวมถึงวัดจากแดง จังหวัดสมุทรปราการ

ในปี 2568 โครงการจากขวดแก้วสู่ขวดแก้วสามารถรวบรวมขยะขวดแก้วเพื่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้ 100.03 ตัน

ช่วยหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศได้ถึง
83.05 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า*
รวมระยะเวลาดำเนินโครงการตั้งแต่ปี 2564 บริษัทฯ รับขยะขวดแก้วมาทั้งสิ้น
306.39 ตัน
คิดเป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออก สู่ชั้นบรรยากาศ
254.46 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า*

เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ 12,000 ต้น หรือเทียบเท่ากับการปลูกป่าประมาณ 60 ไร่

หมายเหตุ: *คำนวณโดยใช้วิธี LCIA method IPCC 2013 GWP 100a V1.03

โครงการ OSP GO GREEN ปลูกต้นไม้ให้คนกรุงเทพ

กลุ่มบริษัทโอสถสภา ดำเนินกิจกรรม “OSOTSPA GO GREEN ปลูกต้นไม้เพื่อคนกรุงเทพ” ภายใต้โครงการปลูกต้นไม้ 1 ล้านต้น เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวและสนับสนุนการสร้างแนวกำแพงธรรมชาติช่วยกรองฝุ่นในเขตกรุงเทพมหานคร โดยบูรณาการความร่วมมือกับภาครัฐในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

บริษัทฯ ให้การสนับสนุนการปลูกต้นไม้รวมทั้งสิ้น 10,000 ต้น ภายในระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ. 2565–2568) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยมีความก้าวหน้าการดำเนินงาน ดังนี้

ปี 2565 ปลูกต้นไม้
2,500 ต้น

บริเวณพื้นที่วงแหวนกรุงเทพกรีฑา

ปี 2566 ปลูกต้นไม้
2,500 ต้น

บริเวณเกาะกลางถนนตามแนวรถไฟฟ้า สายสีเหลือง ตั้งแต่แยกสำสาลีถึง แยกพัฒนาการ และบริเวณสวนสามเหลี่ยม ติดสวนปิยะภิรมย์ ทางลงสถานีศรีกรีฑา

ปี 2567 ปลูกต้นไม้
5,000 ต้น

บริเวณสวนสาธารณะบึงหนองบอน และสวนหลวง ร.9

โครงการดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการมีส่วนร่วมลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เสริมสร้างคุณภาพอากาศ และเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ในเขตเมืองอย่างยั่งยืน

การสนับสนุนด้านการศึกษา

โอสถสภาเล็งเห็นถึงความสำคัญในการสนับสนุนการสร้างบุคลากรคุณภาพ โดยเฉพาะสาขาอาชีพแพทย์ พยาบาล และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพอนามัย

เพื่อให้คนในสังคมมีโอกาสได้เข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อย่างเท่าเทียมมากขึ้น มูลนิธิโอสถสภาจึงได้มอบทุนการศึกษาแบบไม่มีข้อผูกมัดให้แก่นักศึกษาในสาขาแพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ พยาบาล และสาขากายภาพต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2531

รวมบริษัทมอบ ทุนการศึกษาไปทั้งสิ้นกว่า 35,360,000 บาท

ปี 2568 โอสถสภาได้มอบทุนการศึกษาจำนวน
28 ทุน
เป็นเงินกว่า
1,400,000 บาท
จำนวนทุน 806 ทุน สำหรับ
357 ผู้รับทุน

การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงาน

กลุ่มบริษัทโอสถสภา ใส่ใจในการปลุกจิตส านักของพนักงานโอสถสภาในการเป็นบุคลากรที่มีคุณค่าในสังคม โดยมี บทบาทในการร่วมดูแลสังคม สิ่งแวดล้อมและชุมชนร่วมกัน

ผ่านกิจกรรมเพื่อสังคมต่างๆ ที่องค์กรจัดขึ้นอาทิ กิจกรรม ปลูกต้นไม้เพื่อคนกรุงเทพ โครงการมูลนิธิโอสถสภามอบโอกาสสร้างอาชีพคนพิการ กิจกรรมพัฒนาโรงเรียนวัดทาง กลาง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และกิจกรรมสวัสดีปีใหม่ชุมชน

ในปี 2568 มีพนักงานเข้าร่วมมากกว่า 250 คน คิดเป็น
1,250 ชั่วโมงการทำงาน

กลไกการรายงานเหตุการณ์ละเมิด การร้องทุกข์ และการเยียวยา

โอสถสภาตระหนักถึงความสำคัญของการเคารพสิทธิมนุษยชนและการอยู่ร่วมกับชุมชนโดยรอบอย่างรับผิดชอบ

การมีกลไกที่เปิดโอกาสให้ชุมชนสามารถแจ้งเหตุการณ์ละเมิด ร้องทุกข์ หรือแสดงความคิดเห็นได้อย่างปลอดภัย เป็นส่วนสำคัญของการบริหารจัดการผลกระทบทางสังคมและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ชุมชนในระยะยาว

โดยมีช่องทางการร้องทุกข์ ดังนี้

แจ้งผ่าน Hotline โทร. (662) 351 1034
แจ้งผ่านเบอร์กลางของโอสถสภา โทร. (662) 351 1000 ต่อ 1034
แจ้งผ่านอีเมล talktous@osotspa.com
แจ้งผ่าน LINE@ : OSP Recycle
ส่งหนังสือถึงคณะกรรมการตรวจสอบหรือบริษัทฯ บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) 348 ถนนรามคำแหง หัวหมาก บางกะปิ กรุงเทพฯ 10240

บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อชุมชนโดยรอบพื้นที่ดำเนินงาน และตระหนักว่าการดำเนินงานอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนทั้งทางตรงและทางอ้อม บริษัทฯ จึงกำหนดกลไกการรับข้อร้องเรียนและข้อเสนอแนะจากชุมชน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียสามารถแจ้งเหตุหรือประเด็นที่อาจได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานของบริษัทได้อย่างสะดวก โปร่งใส และเป็นธรรม เมื่อได้รับเรื่องร้องเรียน บริษัทฯ จะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินลักษณะและระดับของผลกระทบที่เกิดขึ้น พร้อมกำหนดมาตรการแก้ไขและแนวทางการเยียวยาที่เหมาะสมตามบริบทของเหตุการณ์ โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมต่อผู้ได้รับผลกระทบและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อชุมชน

ทั้งนี้ บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการสื่อสารและการมีส่วนร่วมกับชุมชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าการแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของผู้มีส่วนได้เสีย บริษัทฯ มีการติดตามผลการดำเนินการแก้ไขและเยียวยาอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงนำบทเรียนจากเหตุการณ์ต่าง ๆ มาพัฒนากระบวนการบริหารจัดการผลกระทบและเสริมสร้างมาตรการป้องกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันซ้ำ และส่งเสริมการอยู่ร่วมกันกับชุมชนอย่างยั่งยืนในระยะยาว