การสร้างประโยชน์แก่ชุมชนและสังคม
ผลการดำเนินงาน

แนวทางการบริหารจัดการ
โอสถสภาดำเนินธุรกิจโดยตระหนักถึงบทบาทและความรับผิดชอบต่อชุมชนโดยรอบพื้นที่ดำเนินงาน มุ่งสร้างคุณค่าร่วมผ่านการพัฒนาชุมชน และการให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิต การส่งเสริมอาชีพ รวมถึงการสนับสนุนให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนในระยะยาว นอกจากนี้ บริษัทยังมุ่งสร้างโอกาสที่เท่าเทียมและยั่งยืนให้แก่ชุมชน ผ่านการดำเนินโครงการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมใน 3 ด้านหลัก คือ การสนับสนุนด้านอาชีพและการพัฒนาแพลตฟอร์มการจัดจำหน่ายออนไลน์เพื่อคนพิการ การสนับสนุนด้านการศึกษา และการสร้างเสริมความสัมพันธ์ในชุมชนและสิ่งแวดล้อม
การสนับสนุนด้านอาชีพเพื่อคนพิการ
การสนับสนุนด้านการศึกษา
ความสัมพันธ์ในชุมชนและสิ่งแวดล้อม
ขณะเดียวกัน โอสถสภาตระหนักดีว่าการดำเนินงานอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงและผลกระทบต่อชุมชนทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือสิ่งแวดล้อม บริษัทฯ จึงมีการประเมินและบริหารจัดการผลกระทบดังกล่าว ควบคู่กับการลดผลกระทบเชิงลบ รวมถึงการติดตามและทบทวนผลการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงานในการทำกิจกรรมอาสาสมัครเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เช่น แนะนำวิธีการแยกขยะแก่ชุมชน การรักษาสภาพแวดล้อม รวมถึงมอบของขวัญส่งความสุขให้ชุมชนรอบโรงงาน


การบริจาคและการลงทุนเพื่อสังคม 19.5 ล้านบาท
การดำเนินงานที่สำคัญ

สร้างรายได้ให้กับคนพิการและสมาชิกในครอบครัว หรือผู้ดูแลคนพิการกว่า 800 คน เกิดรายได้กว่า
การสนับสนุนเพื่อการกีฬาและนักกีฬาแก่ 6 สมาคม และนักกีฬากิติมศักดิ์ผู้สร้างประโยชน์ให้ประเทศ 10 คน รวมกว่า
ได้รับขยะขวดแก้วจากชุมชนกลับเข้าสู่กระบวนการ รีไซเคิล 100.03 ตัน คิดเป็นยอดเงินสมทบกลับคืนสู่ชุมชนจำนวนเงินกว่า
โดยยอดเงินดังกล่าว ถูกเปลี่ยนเป็นสิ่งของจำเป็นสำหรับชุมชน อาทิ เครื่องตัดหญ้า ชุดลำโพง ลานกีฬา ลานกิจกรรม เอนกประสงค์และผลิตภัณฑ์ในเครือโอสถสภาเพื่อใช้ใน สาธารณประโยชน์
การสนับสนุนด้านอาชีพเพื่อคนพิการ
โครงการพลังเพื่อก้าวต่อไป (Life Must Go On) – การสนับสนุนด้านอาชีพคนพิการ และการพัฒนาแพลตฟอร์มการจัดจำหน่ายออนไลน์เพื่อคนพิการ






โอสถสภาสนับสนุนคนพิการที่เป็นเสาหลักดูแลครอบครัวให้สามารถประกอบอาชีพและมีรายได้เลี้ยงดูตนเองและครอบครัวผ่านโครงการพลังเพื่อก้าวต่อไป (Life Must Go On) โดยบริษัทฯ ได้ประสานกำลังกับเครือข่ายภาครัฐ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และหน่วยงานสาธารณสุขในท้องถิ่น มอบอาชีพให้แก่คนพิการนอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนด 150 คน ในจังหวัดนนทบุรี พระนครศรีอยุธยา ชัยนาท และอุทัยธานี ในปี 2568
บริษัทฯ ได้นำความเชี่ยวชาญมาพัฒนาทักษะอาชีพให้แก่คนพิการ ผ่านการสร้างแบรนด์สินค้า 3 แบรนด์ ได้แก่ ‘กินดี’ สำหรับสินค้าเกษตรปลอดภัย ‘อยู่ดี’ สำหรับเฟอร์นิเจอร์งานไม้และของตกแต่ง และ ‘แฮนดี้’ สำหรับงานสานเส้นพลาสติกรีไซเคิล พร้อมทั้งพัฒนาช่องทางการตลาดออนไลน์ผ่านเพจ "กินดี อยู่ดี แฮนดี้" เพื่อขยายการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคในวงกว้าง ทั้ง 3 แบรนด์ก่อให้เกิดรายได้แก่คนพิการและผู้ดูแล รวมผู้ได้รับประโยชน์กว่า 232 คน โดยมียอดขายกว่า 1.5 ล้านบาทในปี 2568 และนับตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการในปี 2565 มีผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการทั้งคนพิการและครอบครัวรวม 1,624 คน พร้อมยอดขายสะสมรวมมากกว่า 7,105,790 บาท
นอกจากการสร้างรายได้แล้ว บริษัทฯ ยังได้จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้โดยคนพิการเพื่อคนพิการ เพื่อเป็นพื้นที่ถ่ายทอดความรู้และทักษะด้านอาชีพแก่สมาชิกใหม่และผู้ที่สนใจ โดยคนพิการที่ผ่านการพัฒนาศักยภาพได้ยกระดับตนเองสู่การเป็นวิทยากรด้านอาชีพ ให้ความรู้แก่คนพิการ ผู้สูงอายุ และบุคคลทั่วไปที่ต้องการประกอบอาชีพ รวมกว่า 144 คน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการสร้างระบบนิเวศแห่งการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนในชุมชนคนพิการ
ความสัมพันธ์กับชุมชนและสิ่งแวดล้อม
โครงการ “จากขวดแก้ว สู่ขวดแก้ว” (Bottle to Bottle)
โอสถสภาดำเนินโครงการจากขวดแก้ว สู่ขวดแก้ว หรือ Bottle to Bottle ต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 4 โดยใช้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มุ่งสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับขยะขวดแก้ว ซึ่งเป็นขยะที่มีมูลค่า สามารถสร้างอาชีพ และสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน เนื่องจากขวดแก้วเป็นวัสดุที่สามารถนำมารีไซเคิลได้ 100% และไม่จำกัดจำนวนครั้ง
ในการดำเนินงาน บริษัทได้นำร่องกับชุมชนรอบข้างสำนักงานใหญ่ ย่านหัวหมาก และยังต่อยอดสู่พื้นที่ชุมชนรอบโรงงานในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยจัดกระบวนการให้ชุมชนกำหนดตัวแทนรับซื้อขยะขวดแก้วของชุมชน เพื่อรับซื้อและรวบรวมขยะขวดแก้วส่งขายแก่ร้านรับซื้อขยะ หรือโรงงานขวดแก้ว บริษัทฯ จะมอบถังขยะสำหรับคัดแยกขยะขวดแก้ว พร้อมแนะนำวิธีการแยกขยะแก่ชุมชน รวมถึงรักษาสภาพแวดล้อมอย่างถูกวิธี ตลอดจนปกป้องระบบนิเวศทางธรรมชาติอย่างยั่งยืน ลดการตัดไม้ทำลายป่า และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังมีการจดบันทึกปริมาณขยะที่ได้รับ เพื่อสมทบทุนจำนวน 50 สตางค์ สำหรับขวดแก้วทุกๆ 1 กิโลกรัมที่ชุมชนรวบรวมได้ เพื่อนำไปจัดหาสิ่งของ จัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์ หรือช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสตามที่ชุมชนต้องการ เช่น สร้างลานกีฬาของชุมชน สนามคอนกรีตเอนกประสงค์ และติดตั้งไฟโซล่าเซลล์เพื่อเพิ่มพลังงานไฟฟ้า เพิ่มความปลอดภัยให้ชุมชน โดยในปี 2568 มีผู้เข้าร่วมโครงการกว่า 215 ครัวเรือน 4 นิติบุคคล และ 1 โรงเรียน และสามารถสร้างรายได้ให้แก่ตัวแทนรับซื้อขยะจาก 4 ชุมชน นอกจากนี้ บริษัทยังได้เข้าร่วมโครงการ Care the Whale โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อจัดส่งถังขยะสำหรับรับขยะขวดแก้วให้แก่บริษัทจดทะเบียนที่เข้าร่วมโครงการกว่า 40 องค์กร รวมถึงวัดจากแดง จังหวัดสมุทรปราการ

ในปี 2568 โครงการจากขวดแก้วสู่ขวดแก้วสามารถรวบรวมขยะขวดแก้วเพื่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้ 100.03 ตัน
ช่วยหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศได้ถึง
รวมระยะเวลาดำเนินโครงการตั้งแต่ปี 2564 บริษัทฯ รับขยะขวดแก้วมาทั้งสิ้น
คิดเป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออก สู่ชั้นบรรยากาศ
เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ 12,000 ต้น หรือเทียบเท่ากับการปลูกป่าประมาณ 60 ไร่
หมายเหตุ: *คำนวณโดยใช้วิธี LCIA method IPCC 2013 GWP 100a V1.03
โครงการ OSP GO GREEN ปลูกต้นไม้ให้คนกรุงเทพ
กลุ่มบริษัทโอสถสภา ดำเนินกิจกรรม “OSOTSPA GO GREEN ปลูกต้นไม้เพื่อคนกรุงเทพ” ภายใต้โครงการปลูกต้นไม้ 1 ล้านต้น เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวและสนับสนุนการสร้างแนวกำแพงธรรมชาติช่วยกรองฝุ่นในเขตกรุงเทพมหานคร โดยบูรณาการความร่วมมือกับภาครัฐในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
บริษัทฯ ให้การสนับสนุนการปลูกต้นไม้รวมทั้งสิ้น 10,000 ต้น ภายในระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ. 2565–2568) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยมีความก้าวหน้าการดำเนินงาน ดังนี้
ปี 2565 ปลูกต้นไม้
บริเวณพื้นที่วงแหวนกรุงเทพกรีฑา
ปี 2566 ปลูกต้นไม้
บริเวณเกาะกลางถนนตามแนวรถไฟฟ้า สายสีเหลือง ตั้งแต่แยกสำสาลีถึง แยกพัฒนาการ และบริเวณสวนสามเหลี่ยม ติดสวนปิยะภิรมย์ ทางลงสถานีศรีกรีฑา
ปี 2567 ปลูกต้นไม้
บริเวณสวนสาธารณะบึงหนองบอน และสวนหลวง ร.9
โครงการดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการมีส่วนร่วมลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เสริมสร้างคุณภาพอากาศ และเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ในเขตเมืองอย่างยั่งยืน





การสนับสนุนด้านการศึกษา
โอสถสภาเล็งเห็นถึงความสำคัญในการสนับสนุนการสร้างบุคลากรคุณภาพ โดยเฉพาะสาขาอาชีพแพทย์ พยาบาล และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพอนามัย
เพื่อให้คนในสังคมมีโอกาสได้เข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อย่างเท่าเทียมมากขึ้น มูลนิธิโอสถสภาจึงได้มอบทุนการศึกษาแบบไม่มีข้อผูกมัดให้แก่นักศึกษาในสาขาแพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ พยาบาล และสาขากายภาพต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2531
รวมบริษัทมอบ ทุนการศึกษาไปทั้งสิ้นกว่า 35,360,000 บาท
ปี 2568 โอสถสภาได้มอบทุนการศึกษาจำนวน
เป็นเงินกว่า
จำนวนทุน 806 ทุน สำหรับ

การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงาน
กลุ่มบริษัทโอสถสภา ใส่ใจในการปลุกจิตส านักของพนักงานโอสถสภาในการเป็นบุคลากรที่มีคุณค่าในสังคม โดยมี บทบาทในการร่วมดูแลสังคม สิ่งแวดล้อมและชุมชนร่วมกัน
ผ่านกิจกรรมเพื่อสังคมต่างๆ ที่องค์กรจัดขึ้นอาทิ กิจกรรม ปลูกต้นไม้เพื่อคนกรุงเทพ โครงการมูลนิธิโอสถสภามอบโอกาสสร้างอาชีพคนพิการ กิจกรรมพัฒนาโรงเรียนวัดทาง กลาง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และกิจกรรมสวัสดีปีใหม่ชุมชน
ในปี 2568 มีพนักงานเข้าร่วมมากกว่า 250 คน คิดเป็น
กลไกการรายงานเหตุการณ์ละเมิด การร้องทุกข์ และการเยียวยา
โอสถสภาตระหนักถึงความสำคัญของการเคารพสิทธิมนุษยชนและการอยู่ร่วมกับชุมชนโดยรอบอย่างรับผิดชอบ
การมีกลไกที่เปิดโอกาสให้ชุมชนสามารถแจ้งเหตุการณ์ละเมิด ร้องทุกข์ หรือแสดงความคิดเห็นได้อย่างปลอดภัย เป็นส่วนสำคัญของการบริหารจัดการผลกระทบทางสังคมและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ชุมชนในระยะยาว
โดยมีช่องทางการร้องทุกข์ ดังนี้
บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อชุมชนโดยรอบพื้นที่ดำเนินงาน และตระหนักว่าการดำเนินงานอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนทั้งทางตรงและทางอ้อม บริษัทฯ จึงกำหนดกลไกการรับข้อร้องเรียนและข้อเสนอแนะจากชุมชน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียสามารถแจ้งเหตุหรือประเด็นที่อาจได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานของบริษัทได้อย่างสะดวก โปร่งใส และเป็นธรรม เมื่อได้รับเรื่องร้องเรียน บริษัทฯ จะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินลักษณะและระดับของผลกระทบที่เกิดขึ้น พร้อมกำหนดมาตรการแก้ไขและแนวทางการเยียวยาที่เหมาะสมตามบริบทของเหตุการณ์ โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมต่อผู้ได้รับผลกระทบและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อชุมชน
ทั้งนี้ บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการสื่อสารและการมีส่วนร่วมกับชุมชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าการแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของผู้มีส่วนได้เสีย บริษัทฯ มีการติดตามผลการดำเนินการแก้ไขและเยียวยาอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงนำบทเรียนจากเหตุการณ์ต่าง ๆ มาพัฒนากระบวนการบริหารจัดการผลกระทบและเสริมสร้างมาตรการป้องกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันซ้ำ และส่งเสริมการอยู่ร่วมกันกับชุมชนอย่างยั่งยืนในระยะยาว