ผลการดำเนินงาน

เป้าหมายปี 2568
*คู่ค้าผู้จัดหาวัตถุดิบสมุนไพร เศษแก้ว และชิ้นส่วนอะไหล่
สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ คู่ค้าในท้องถิ่น / รายย่อย *
450
ราย
เป้าหมายปี 2568
พัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ผู้จัดหาวัตถุดิบสมุนไพรในท้องถิ่น
500
ราย
เป้าหมายปี 2568
100%
ของคู่ค้าที่สำคัญ ได้รับการประเมินด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี (ESG)

การบริหารห่วงโซ่อุปทานอย่างมีความรับผิดชอบเป็นประเด็นเชิงกลยุทธ์ของโอสถสภา เนื่องจากมูลค่าทางธุรกิจและความเสี่ยงสำคัญจำนวนมากเกิดขึ้นนอกขอบเขตการดำเนินงานของบริษัท ทั้งจากการจัดหาวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ การขนส่ง ตลอดจนการปฏิบัติต่อแรงงานของคู่ค้า ในบริบทที่ผู้บริโภค นักลงทุน และคู่ค้าระดับโลกให้ความสำคัญกับความโปร่งใส ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ และมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น

ข้อมูลจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ที่ประเมินว่ามีผู้คนราว 27.6 ล้านคนอยู่ในภาวะแรงงานบังคับทั่วโลก สะท้อนความจำเป็นในการเพิ่มความเข้มข้นของการสอบทานและการติดตามมาตรฐานแรงงาน ขณะเดียวกัน แรงกดดันด้านสภาพภูมิอากาศทำให้การจัดการด้านสิ่งแวดล้อมกลายเป็นเงื่อนไขทางการค้าและการจัดซื้อ โดย CDP ชี้ว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุปทานโดยเฉลี่ยสูงกว่าการดำเนินงานของบริษัท 11.4 เท่า โอสถสภาจึงมุ่งยกระดับการบริหารความเสี่ยงและสร้างคุณค่าร่วมกับคู่ค้าอย่างเป็นระบบ เพื่อเสริมความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานในระยะยาว ซึ่งบริษัทให้ความสำคัญกับคู่ค้าในฐานะผู้มีส่วนได้เสียสำคัญ และกำหนดให้การจัดการห่วงโซ่อุปทานเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญเชิงกลยุทธ์

แนวทางการบริหารจัดการ

โอสถสภาดำเนินงานด้านห่วงโซ่อุปทานอย่างมีความรับผิดชอบภายใต้นโยบายจัดซื้อจัดจ้างที่ใช้ทั่วทั้งองค์กร ยึดหลักความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความเป็นธรรมต่อคู่ค้า พร้อมกำหนด Supplier Sustainable Code of Conduct (SCoC) เป็นมาตรฐานขั้นต่ำด้าน ESG สำหรับคู่ค้า และยกระดับการบริหารห่วงโซ่อุปทานเป็นประเด็นสำคัญเชิงกลยุทธ์ขององค์กร

บริษัทบริหารความเสี่ยงคู่ค้าอย่างเป็นระบบตามแนวทาง ISO 20400 Sustainable Procurement (ได้รับการรับรองตั้งแต่ปี 2566) ครอบคลุมการคัดเลือกและขึ้นทะเบียนคู่ค้า การจัดกลุ่มตามความสำคัญ/ความเสี่ยง การประเมินและตรวจติดตาม (รวมการตรวจประเมิน ณ สถานประกอบการ) ตลอดจนการกำหนดแผนแก้ไขและติดตามผล พร้อมเสริมสร้างศักยภาพคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ บริษัทเร่งยกระดับการตรวจสอบย้อนกลับและการบริหารข้อมูลด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการจัดซื้อ สนับสนุนการจัดการความเสี่ยงด้านวัตถุดิบ โลจิสติกส์ สิทธิมนุษยชน ทรัพยากรน้ำ และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่การจัดหาวัตถุดิบเกษตรอย่างยั่งยืนตาม Sustainable Agriculture Commitment และมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง

การจัดหาวัตถุดิบทางการเกษตรอย่างยั่งยืน

โอสถสภาประกาศ Sustainable Agriculture Commitment เพื่อเป็นกรอบในการจัดซื้อวัตถุดิบทางการเกษตรอย่างยั่งยืน โดยมุ่งจัดหาจากแหล่งผลิตที่ได้รับการจัดการตามมาตรฐานที่เหมาะสม ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพแรงงานในภาคเกษตรกรรมอย่างต่อเนื่อง วัตถุดิบหลัก ได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพด น้ำมันปาล์ม และถั่วเหลือง ต้องมาจากแหล่งผลิตที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตอย่างรับผิดชอบ เช่น BonSucro หรือ RSPO และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ พร้อมทั้งมีการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างเหมาะสม อาทิ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้พลังงานและทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การไม่ใช้แรงงานเด็กหรือแรงงานบังคับ การดูแลอาชีวอนามัยและความปลอดภัย การปฏิบัติตามจรรยาบรรณทางธุรกิจ และการปกป้องระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ แนวทางดังกล่าวช่วยยกระดับมาตรฐานการจัดหาวัตถุดิบของบริษัท และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และความยั่งยืนของอุตสาหกรรมในระยะยาว

โครงสร้างการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน

การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างมีความรับผิดชอบเป็นส่วนหนึ่งของงาน Strategic Procurement and Supply Chain ซึ่งรายงานตรงต่อประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Chief Executive Officer: CEO) โดยมีการนำเสนอแผนงานและผลการดำเนินงานต่อคณะกรรมการบริหาร (Executive Committee) และคณะกรรมการสรรหา กำหนดค่าตอบแทน บรรษัทภิบาล และการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน อย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนรายงานต่อคณะกรรมการบริษัทอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานสอดคล้องกับนโยบายและกลยุทธ์ทางธุรกิจขององค์กร

กลยุทธ์การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างมีความรับผิดชอบ

กลยุทธ์การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานของโอสถสภามุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรควบคู่กับการสร้างความยั่งยืนในระยะยาวแก่คู่ค้า ผู้มีส่วนได้เสีย สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยบริษัทดำเนินการผ่านแนวทางสำคัญ ได้แก่

  • สร้างความร่วมมือกับคู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพ ลดผลกระทบต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม
  • ประเมินโอกาสและความเสี่ยงในห่วงโซ่คุณค่าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงจัดให้มีช่องทางการติดต่อสื่อสารระหว่างบริษัทฯ และคู่ค้า เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และแก้ไขปรับปรุงร่วมกัน
  • ส่งเสริมการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบตามหลักความยั่งยืน และตามจรรยาบรรณการดำเนินธุรกิจของคู่ค้าของบริษัทฯ เพื่อยกระดับมาตรฐานตลอดห่วงโซ่คุณค่า สร้างผลกระทบในระดับอุตสาหกรรม

กระบวนการบริหารคู่ค้า (Supplier Relationship Management)

โอสถสภานำแนวทาง Supplier Relationship Management (SRM) ผสานกับมาตรฐาน ISO 20400 Sustainable Procurement และมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้อง มาใช้เป็นกรอบการดำเนินงานด้านห่วงโซ่อุปทาน เพื่อยกระดับการคัดเลือกคู่ค้า การบริหารความเสี่ยง และการสร้างความร่วมมืออย่างยั่งยืน โดยมีองค์ประกอบสำคัญดังต่อไปนี้

การคัดเลือกคู่ค้า

โอสถสภากำหนดหลักเกณฑ์การสรรหาและคัดเลือกคู่ค้ารายใหม่ รวมถึงการทบทวนทะเบียนคู่ค้าปัจจุบัน โดยจะครอบคลุมประเด็นดังต่อไปนี้

ในการสรรหาและคัดเลือกคู่ค้ารายใหม่ บริษัทฯ กำหนดเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

  1. ผ่านการประเมินด้านธรรมาภิบาล สังคม สิ่งแวดล้อม (ESG) ตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยคู่ค้าจะประเมินตนเอง และรับรองการประเมินโดยพนักงานที่เป็นคู่สัญญา
  2. ผ่านการประเมินความเสี่ยงที่เกิดจากความไม่แน่นอนของภาวะทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง หรือปัจจัยภายนอกอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่ธุรกิจของคู่ค้าตั้งอยู่ (country-specific risk)
  3. ผ่านการประเมินความเสี่ยงเฉพาะกลุ่มธุรกิจ (sector-specific risk) ความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (commodity-specific risk) และความเสี่ยงด้านคุณภาพสินค้า

การจัดหมวดหมู่คู่ค้า

คู่ค้าที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกจะเข้าสู่กระบวนการการจัดหมวดหมู่คู่ค้า ดังต่อไปนี้

  1. คู่ค้ารายสำคัญลำดับที่ 1 (critical tier-1 suppliers) – คู่ค้าหลักที่มีความเกี่ยวข้องทางธุรกิจที่สำคัญกับบริษัทฯ ในกลุ่ม Direct Material และกลุ่ม Indirect Material ที่มีมูลค่ายอดซื้อ 61% ของมูลค่ารวม อยู่ในรายชื่อคู่ค้าขึ้นทะเบียนของบริษัทฯ และ/หรือมีโครงการร่วมกับบริษัทฯ หรือเป็นกลุ่มคู่ค้าที่หาทดแทนได้ยาก
  2. คู่ค้ารายสำคัญลำดับที่ 1 ที่มีความเสี่ยงสูง (significant tier-1 suppliers) – คู่ค้ารายสำคัญลำดับที่ 1 ที่ผ่านการประเมินด้าน ESG และพบว่าอยู่ในเกณฑ์ความเสี่ยงด้าน ESG สูง
  3. คู่ค้ารายสำคัญลำดับถัดไปที่มีความเสี่ยงสูง (significant non tier-1 suppliers) - คู่ค้าหลักของคู่ค้ารายสำคัญลำดับที่ 1 ที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งมีความสำคัญต่อธุรกิจสูง เช่น กลุ่มเกษตรกรรายย่อยหรือผู้ผลิตวัตถุดิบที่ส่งต่อให้กับคู่ค้าลำดับที่ 1 เป็นต้น

การบริหารจัดการความเสี่ยงของคู่ค้า

โอสถสภาดำเนินการตรวจประเมินและติดตามคู่ค้าอย่างสม่ำเสมอ เพื่อบริหารความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ผ่านกลไกและเครื่องมือที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อป้องกัน ลด และแก้ไขผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น พร้อมยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานของคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง

แนวทางการปฏิบัติอย่างยั่งยืนของคู่ค้า (Supplier Sustainable Code of Conduct)

โอสถสภาจัดทำ “แนวทางการปฏิบัติอย่างยั่งยืนของคู่ค้า” หรือ Supplier Sustainable Code of Conduct (SCoC) เพื่อเป็นกรอบการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบของคู่ค้า โดยครอบคลุมประเด็นสำคัญ ได้แก่ สิทธิมนุษยชนและแรงงาน แรงงานบังคับ แรงงานเด็ก สภาพแวดล้อมการทำงาน อาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน การล่วงละเมิด การเลือกปฏิบัติ เสรีภาพการรวมกลุ่ม การเจรจาต่อรองร่วม การลดมลพิษและการจัดการของเสีย การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและที่ดิน การต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน การต่อต้านพฤติกรรมตัดราคาแข่งขันและความขัดแย้งทางผลประโยชน์ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และลดความเสี่ยงในการดำเนินงาน คู่ค้าทุกรายต้องลงนามรับทราบและปฏิบัติตาม SCoC โดยบริษัทอาจพิจารณาทบทวนหรือยุติความสัมพันธ์ทางธุรกิจในกรณีที่มีการละเมิดข้อกำหนดอย่างมีนัยสำคัญ

ในปี 2568 มีจำนวนคู่ค้าที่ได้รับการสื่อสาร ลงนามรับปีทราบและปฏิบัติตาม SCoC ดังนี้

ราย %
คู่ค้ารายใหม่ 276 100%
คู่ค้าลำดับที่ 1 1,761 100%

การประเมินความเสี่ยงโดยคู่ค้า (Supplier Self-Assessment)

บริษัทกำหนดให้คู่ค้ารายสำคัญลำดับที่ 1 (critical tier-1 suppliers) และคู่ค้ารายใหม่ที่มีความเสี่ยง ESG สูง จัดทำแบบประเมินตนเอง เพื่อประเมินศักยภาพและสถานการณ์ดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ โดยจะมีหัวข้อประเมินตามเนื้อหาใน SCoC และตามมาตรฐาน Sustainability Accounting Standards Board (SASB) ซึ่งผลการประเมินความเสี่ยงจะนำไประบุ คู่ค้ารายสำคัญลำดับที่ 1 ที่มีความเสี่ยงสูง (significant tier-1 suppliers) ต่อไป

บริษัทตั้งเป้าหมายให้คู่ค้าที่เข้าเกณฑ์ได้รับการประเมิน 100% เป็นประจำทุกปี โดยมีผลการดำเนินงานในปี 2568 ดังนี้

จำนวนคู่ค้า (ราย) สัดส่วน (%)
คู่ค้ารายใหม่ที่มีผลการประเมินประเมินด้านธรรมาภิบาล สังคม สิ่งแวดล้อม (ESG) อยู่ในเกณฑ์ความเสี่ยงสูง 276 100%
คู่ค้ารายสำคัญลำดับที่ 1 (critical tier-1 suppliers) 33 100%

การตรวจประเมิน ณ สถานที่ประกอบการของคู่ค้า (onsite audit)

คู่ค้ารายสำคัญลำดับที่ 1 ที่มีความเสี่ยงสูงจะได้รับการตรวจประเมิน ณ สถานประกอบการ โดยการตรวจประเมินทั้งจากหน่วยงานภายใน (2nd party) และผู้เชี่ยวชาญภายนอก (3rd party) ครอบคลุมประเด็น ESG ตาม SCoC และสอดคล้องกับมาตรฐาน ISO 20400 โดยบริษัทตั้งเป้าหมายตรวจประเมิน 100% ภายในปี 2568

โอสถสภากำหนดเกณฑ์สำหรับข้อค้นพบต่างๆ จากการตรวจประเมิน ณ สถานที่ประกอบการของคู่ค้า โดยแบ่งเป็นระดับความรุนแรง ดังต่อไปนี้

ข้อค้นพบเบื้องต้น (Potential Findings)
ต้องแก้ไขภายใน 3 เดือน พร้อมการติดตามตรวจซ้ำ
ข้อค้นพบทั่วไป (General Findings)
ต้องจัดทำแผนแก้ไขและดำเนินการภายใน 12 เดือน
ข้อค้นพบที่ต้องปรับปรุง (Potential for Improvement)
ปรับปรุงภายใน 12-36 เดือน
แนวปฏิบัติที่ดี (Good Practices)
ใช้เป็นต้นแบบขยายผล

ในปี 2568 โอสถสภามีการตรวจประเมินในสถานที่ปฏิบัติงานของคู่ค้ารายสำคัญลำดับที่ 1 ที่มีความเสี่ยงสูง (significant tier-1 suppliers) ซึ่งมีผลการประเมินดังนี้

จำนวนคู่ค้า (ราย)
จำนวนคู่ค้ารายสำคัญลำดับที่ 1 ที่มีความเสี่ยงสูง (significant tier-1 suppliers) ที่ได้รับการตรวจประเมิน ณ สถานที่ปฏิบัติงาน 14
จำนวนคู่ค้ารายสำคัญลำดับที่ 1 ที่มีความเสี่ยงสูง (significant tier-1 suppliers) ที่มีข้อค้นพบ 14
จำนวนคู่ค้ารายสำคัญลำดับที่ 1 ที่มีความเสี่ยงสูง (significant tier-1 suppliers) ที่ต้องพิจารณาทบทวนสัญญา 0
ประเภทข้อค้นพบ
ข้อค้นพบเบื้องต้น ข้อค้นพบทั่วไป ข้อค้นพบที่ต้องปรับปรุง ข้อค้นพบที่เป็นแนวปฏิบัติที่ดี
จำนวนคู่ค้ารายสำคัญลำดับที่ 1 ที่มีความเสี่ยงสูง (significant tier-1 suppliers) ที่มีข้อค้นพบ โดยแบ่งเป็นประเภทข้อค้นพบ 9 9 13 7

บริษัทจัดส่งรายงานผลการตรวจประเมิน พร้อมติดตามการปรับปรุงตามกรอบเวลาที่กำหนด และสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพคู่ค้าผ่านการฝึกอบรมและการแลกเปลี่ยนความรู้ หากคู่ค้าไม่สามารถแก้ไขข้อบกพร่องภายในระยะเวลาที่กำหนด บริษัทอาจพิจารณาทบทวนหรือยุติความสัมพันธ์ทางธุรกิจตามความเหมาะสม

การติดตามความสอดคล้องและการจัดการประเด็นเฉพาะด้าน ESG ของคู่ค้า

บริษัทฯ ดำเนินการติดตามผลการดำเนินงานด้าน ESG ของคู่ค้าที่มีนัยสำคัญอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ข้อมูลจากการตรวจประเมิน ณ สถานประกอบการ การประเมินตนเองของคู่ค้า และการติดตามแผนการแก้ไข (Corrective Action Plan) เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานของคู่ค้าสอดคล้องกับข้อกำหนดและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง

ในปีรายงาน คู่ค้ากลุ่มสำคัญลำดับที่ 1 ได้รับการติดตามผลครบถ้วนตามแผนที่กำหนด และไม่พบกรณีการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมที่มีนัยสำคัญ ทั้งนี้ หากพบประเด็นที่ต้องปรับปรุง บริษัทฯ จะร่วมกำหนดแผนการแก้ไข ติดตามความคืบหน้า และประเมินผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โดยอาจพิจารณาทบทวนหรือยุติความสัมพันธ์ทางธุรกิจในกรณีที่ไม่สามารถปรับปรุงได้ตามระยะเวลาที่กำหนด

การพัฒนาศักยภาพคู่ค้า

โอสถสภาดำเนินงานติดตามและพัฒนาศักยภาพคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับความรู้ความเข้าใจด้านความยั่งยืนและการปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง โดยในปี 2568 บริษัทได้สื่อสารแนวทางการปฏิบัติอย่างยั่งยืนของคู่ค้า (SCoC) และจัดกิจกรรมอบรมด้าน ESG กฎหมาย และข้อกำหนดสำคัญแก่คู่ค้ารายใหม่ คู่ค้าในทะเบียนปัจจุบัน รวมถึงคู่ค้าหลักของคู่ค้า

การบริหารจัดการความสัมพันธ์กับคู่ค้า

โอสถสภาร่วมงานกับคู่ค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่บริษัทข้ามชาติ วิสาหกิจชุมชน ไปจนถึงธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เพื่อจัดหาวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ ชิ้นส่วนอะไหล่ บริการขนส่ง และการผลิตสินค้าแบบ OEM โดยบริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารความสัมพันธ์กับคู่ค้าในฐานะผู้มีส่วนได้เสียสำคัญ พร้อมส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพ นวัตกรรม และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม เพื่อยกระดับมาตรฐานห่วงโซ่อุปทานและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กร

ในปี 2568 บริษัทได้ดำเนินกิจกรรมเพื่อสานความร่วมมือและสร้างคุณค่าร่วมกับคู่ค้า ดังนี้

การสนับสนุนบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนผ่านความร่วมมือกับคู่ค้า

โอสถสภาแสดงเจตนารมณ์ด้านบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน (Sustainable Packaging) ผ่านความร่วมมือกับคู่ค้าในกลุ่มคู่ค้าลำดับที่ 1 (Tier-1 Suppliers) และคู่ค้ารายสำคัญลำดับถัดไปที่มีความเสี่ยงสูง (Significant Non-Tier-1 Suppliers) เพื่อส่งเสริมการใช้วัสดุและกระบวนการผลิตที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ การลดการใช้พลาสติกที่เป็นอันตราย การลดของเสีย และการส่งเสริมบรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ รีไซเคิล หรือย่อยสลายได้ โดยในปี 2568 มีโครงการสำคัญ ดังนี้

โครงการ Can to Can Journey

ส่งเสริมการใช้บรรจุภัณฑ์อลูมิเนียมอย่างยั่งยืน โดยลดน้ำหนักบรรจุภัณฑ์และเพิ่มการหมุนเวียนกระป๋องอลูมิเนียมตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรในการนำกระป๋องกลับมารีไซเคิลทั้งใบโดยยังคงคุณภาพเดิม พร้อมสื่อสารผ่านตราสัญลักษณ์ Aluminium Loop เพื่อสร้างการรับรู้แก่ผู้บริโภค

ประโยชน์ที่ได้รับ
  1. ลดต้นทุนการจัดซื้อบรรจุภัณฑ์จากการลดน้ำหนักได้ประมาณ 7%
  2. ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้อลูมิเนียมรีไซเคิล
  3. เพิ่มประสิทธิภาพการคัดแยกและรีไซเคิลกระป๋องอลูมิเนียม
  4. ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน
  5. เสริมภาพลักษณ์องค์กรด้านบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนและสร้างการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค

โครงการพลาสติกคืนชีพ Plastic Recycling Project

นำพลาสติกใช้แล้วมาผลิตเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิลหลังการบริโภค (Post-Consumer Recycled Resin: PCR) ผสมกับเม็ดพลาสติกใหม่ (Virgin Resin) เพื่อผลิตบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่ม ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ประโยชน์ที่ได้รับ
  1. ลดต้นทุนการจัดซื้อเม็ดพลาสติกใหม่ได้ประมาณ 3%
  2. เป็นผู้ผลิตรายแรกที่ใช้เม็ด PCR ผสมกับ Virgin Resin สำหรับฟิล์มบรรจุภัณฑ์
  3. ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้วัสดุรีไซเคิล
  4. เพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้และยกระดับกระบวนการผลิตอย่างยั่งยืน
  5. ลดขั้นตอนการจัดซื้อด้วยการทำ MOU กับพันธมิตรด้านรีไซเคิล
  6. เสริมภาพลักษณ์องค์กรด้านบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน

โครงการกล่องกระดาษตามมาตรฐาน FSC

จัดซื้อบรรจุภัณฑ์กระดาษจากแหล่งที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน Forest Stewardship Council (FSC) เพื่อสนับสนุนการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ลดความเสี่ยงด้านการตัดไม้ทำลายป่า และเพิ่มความโปร่งใสในการตรวจสอบย้อนกลับ

ประโยชน์ที่ได้รับ
  1. สร้างมาตรฐานการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยไม่เพิ่มต้นทุน
  2. ลดความเสี่ยงด้านกฎหมายและข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมในระดับสากล
  3. สนับสนุนการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนและลดความเสี่ยงการตัดไม้ทำลายป่า
  4. สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของวัตถุดิบได้อย่างโปร่งใส
  5. เสริมความน่าเชื่อถือขององค์กรด้านความยั่งยืน

ความร่วมมือด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุปทาน

โอสถสภาส่งเสริมความร่วมมือกับคู่ค้าเพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุปทาน โดยมุ่งเน้นการจัดการการปล่อยในขอบเขตที่ 3 (Scope 3) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 ผ่านการพัฒนาโซลูชันด้านโลจิสติกส์และการขนส่งที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

โครงการ Green Logistics

ลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิงและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการขนส่งสินค้า โดยร่วมมือกับบริษัท ดีเอชแอล ซัพพลายเชน (ประเทศไทย) จำกัด ในการนำรถขนส่งพลังงานไฟฟ้ามาใช้ในกระบวนการกระจายสินค้า

ประโยชน์ที่ได้รับ
  1. ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการกระจายสินค้า
  2. ลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิล
  3. ลดมลพิษทางอากาศจากยานพาหนะเครื่องยนต์สันดาป
  4. สนับสนุนเป้าหมาย Net Zero และการจัดการ Scope 3

การเสริมสร้างความสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมของคู่ค้า

บริษัทฯ ดำเนินกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์และยกระดับมาตรฐาน ESG ในห่วงโซ่อุปทาน ผ่านการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องกับคู่ค้า ดังนี้

Osotspa Supplier Relationship Management (OSRM)
โปรแกรมเสริมสร้างความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์กับคู่ค้า เพื่อพัฒนาคุณภาพสินค้า บริการ และนวัตกรรมร่วมกัน
บริษัท
การเยี่ยมชมและส่งเสริมศักยภาพ
เยี่ยมชมกิจการและจัดกิจกรรมเสริมศักยภาพแก่คู่ค้า
ราย
Suppliers Day
จัดอบรมให้แก่คู่ค้ารายใหม่ คู่ค้าในทะเบียนปัจจุบัน และคู่ค้าของคู่ค้าลำดับที่ 1 ครอบคลุมประเด็น ESG กฎหมาย ข้อกำหนด และ SCoC
บริษัท
การตรวจสอบความสอดคล้อง
ตรวจสอบคุณภาพและความสอดคล้องด้าน ESG ณ พื้นที่ดำเนินงานของคู่ค้ากลุ่มกลยุทธ์
%

การบริหารจัดการความเสี่ยงจากการผันผวนของราคาสินค้า

โอสถสภาให้ความสำคัญกับความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการผันผวนของราคาสินค้า โดยติดตามแนวโน้มราคาอย่างใกล้ชิด พร้อมกำหนดกลยุทธ์การจัดซื้อที่สอดคล้องกับสถานการณ์ นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้จัดทำแผนทบทวนและทดสอบแผนฉุกเฉินเพื่อรองรับเหตุการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง รวมทั้งจัดทำข้อมูลและแผนที่ตั้งผู้ประกอบการเพื่อประเมินและลดผลกระทบในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งเน้นความรวดเร็วในการตอบสนองและลดผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพ

การชำระเงินให้กับคู่ค้า

โอสถสภาปฏิบัติตามสัญญาและเงื่อนไขทางการค้าต่างๆ ที่ตกลงกันไว้กับคู่ค้าอย่างเคร่งครัด ซึ่งตามนโยบายบริษัทฯ จะทำการชำระเงินให้แก่คู่ค้าในทุกๆ วันที่ 5 ของเดือนปฏิทิน ในกรณีที่มีเหตุให้ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขได้ บริษัทฯ จะสื่อสารและชี้แจงต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงและหาข้อสรุปในการชำระเงินร่วมกันอย่างเป็นธรรม นอกจากนี้ บริษัทฯ มีกำหนดระยะเวลาการจ่ายชำระเงินให้แก่ลูกค้า (credit term) ภายใน 60 วัน ตามเงื่อนไขข้อตกลงทางการค้าระหว่างบริษัทฯ และคู่ค้าโดยผลการดำเนินงานจริงยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดไว้ สำหรับคู่ค้ากลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) บริษัทฯ กำหนดระยะเวลาการชำระเงินภายใน 30 วัน สนับสนุนสภาพคล่องและความมั่นคงทางธุรกิจของคู่ค้า

ระยะเวลาการจ่ายเงินให้แก่คู่ค้า ระยะเวลาการจ่ายเงินจริงเฉลี่ย
คู่ค้าทั่วไป 60 วัน 73 วัน
คู่ค้ากลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) 30 วัน 30 วัน