การบริหารความเสี่ยง
การบริหารจัดการความเสี่ยง
โอสถสภาตระหนักถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจทั้งจากปัจจัยภายใน และปัจจัยภายนอกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงในทุกระดับ โดยกำหนดกรอบแนวทางในการบริหารความเสี่ยงให้สอดคล้องตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Good Corporate Governance) และลดผลกระทบของความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ เพื่อช่วยให้การบริหารจัดการและการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ บรรลุตามวัตถุประสงค์ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ แผนปฏิบัติงาน รวมทั้งกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง และเพื่อประโยชน์อย่างเหมาะสมของผู้มีส่วนได้เสียของบริษัทฯ บริหารจัดการความเสี่ยงตามกรอบการบริหารความเสี่ยงตามมาตรฐานสากล (COSO ERM framework)
นโยบายบริหารความเสี่ยงของโอสถภสามีหลักสำคัญ ดังนี้
โอสถสภามีโครงสร้างการบริหารความเสี่ยงตามแผนภูมิข้างต้น โดยคณะกรรมการบริษัทเป็นหน่วยงานบริหารระดับสูงสุดที่ควบคุมดูแลการบริหารความเสี่ยงของทั้งองค์กร และได้แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงเพื่อให้คำแนะนำและสอบทานการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร รวมถึงให้กรอบการบริหารความเสี่ยงเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายของบริษัทและสถานการณ์ปัจจุบัน โดยมี Osotspa Leadership Team (OLT) ช่วยขับเคลื่อนกระบวนการบริหารความเสี่ยงและติดตามความคืบหน้าของการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ คณะทำงานบริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายในดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ในการระบุความเสี่ยง ประเมินความเสี่ยง กำหนดแผนบรรเทาความเสี่ยง ติดตามผลการบริหารความเสี่ยง และนำเสนอต่อคณะผู้บริหาร คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงและคณะกรรมการบริษัทรายไตรมาส

การบริหารความเสี่ยงของโอสถสภา
โอสถสภากำหนดให้มีการดำเนินการบริหารความเสี่ยงในสองระดับที่สำคัญ ได้แก่ การบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร (Enterprise Risk Management: ERM) และ การบริหารความเสี่ยงในระดับกลุ่มธุรกิจ / สายงาาน (Functional Risk Management: FRM) โดยทั้งสองระบบนี้จะทำงานร่วมกันเพื่อจัดการกับความเสี่ยงในทุกระดับของการดำเนินงาน และช่วยให้บริษัทเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต โดยมีการประเมินความเสี่ยงครอบคลุมความเสี่ยงทั้งสิ้น 8 ด้าน ได้แก่
- ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ (Strategic Risk)
- ความเสี่ยงด้านการเงิน (Financial Risk)
- ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงาน (Operational Risk)
- ความเสี่ยงด้านกฏหมายและการปฏิบัติตามกฏระเบียบรวมถึงความเสี่ยงด้านการทุจริต (Legal Compliance and Fraud Risk)
- ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Risk)
- ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน (Sustainability Risk)
- ความเสี่ยงด้านชื่อเสียง (Reputation Risk) และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นใหม่ (Emerging Risk)

การบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจของโอสถสภา
โอสถสภาได้ดำเนินการจัดทำการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management: BCM) เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงโดยมุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมรับมือกับเหตุการณ์วิกฤติที่อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ โดยการเตรียมแผนการฟื้นฟูและแนวทางการจัดการที่มีประสิทธิภาพ ให้สามารถรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการดำเนินธุรกิจ ในกรณีที่เกิดวิกฤติหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงและสามารถเตรียมรับมือกับความเสี่ยงในรูปแบบต่างๆ บริษัทฯ จึงได้บูรณาการระบบการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร (ERM) การบริหารความเสี่ยงระดับปฏิบัติงาน (FRM) และ การบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCM) เข้าด้วยกัน โดยการทำงานร่วมกันของทั้งสามระบบนี้จะช่วยให้บริษัทสามารถรับมือกับความท้าทายและวิกฤติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างยั่งยืนและมั่นคง

การสร้างวัฒนธรรมบริหารความเสี่ยง
โอสถสภาเห็นความสำคัญและมุ่งเน้นในการเสริมสร้างวัฒนธรรมบริหารความเสี่ยงให้กับพนักงานทั่วทั้งองค์กร โดยมีนโยบายบริหารความเสี่ยง เพื่อให้แนวทางการบริหารความเสี่ยงเป็นในทิศทางและรูปแบบเดียวกันและสอดคล้องกัน ครอบคลุมความเสี่ยงทุกประเภท เพื่อให้สามารถควบคุมและจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นที่จะส่งเสริมวัฒนธรรมการบริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายใน มีเป้าหมายเพื่อสร้างความตระหนักรู้ของพนักงานเพื่อนำแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยง และเกิดการปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยงครอบคลุมทั่วทั้งองค์กรได้อย่างยั่งยืน โดยมีกลยุทธ์ที่สำคัญ ได้แก่
- กำหนดบทบาทให้ผู้บริหารระดับสูงและระดับกลางเป็นต้นแบบการทำงานที่มีการบริหารจัดการความเสี่ยงเป็นพื้นฐาน สามารถให้คำแนะนำแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาได้ โดยบริษัทฯ ได้จัด workshop เพื่อเพิ่มความรู้และมุมมองสถานการณ์ปัจจุบันที่อาจเป็นความเสี่ยงทั้งด้านโอกาส และอุปสรรคของบริษัทกับ ผู้บริหารระดับสูงและระดับกลางอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อให้ผู้บริหารระดับสูงและระดับกลางมีส่วนร่วมในการบริหารความเสี่ยงของทั้งองค์กร โดยจะได้รับทราบถึงเทรนด์ใหม่ๆ ที่อาจเป็นความเสี่ยงต่อธุรกิจ ร่วมกันระบุความเสี่ยงสำคัญจัดทำแผนมาตรการเพื่อลดความเสี่ยง และสื่อสารความเสี่ยงและแผนมาตรการไปยังหน่วยงานของตนเอง
- มีการประเมินความเสี่ยงและโอกาสในกระบวนการ O-IPM ซึ่งเป็นกระบวนการบริหารจัดการภายในของโอสถสภาเพื่อให้เกิดการตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในการส่งมอบสินค้า ผลิตภัณฑ์ และบริการออกสู่ตลาด และเป็นพื้นฐานของกระบวนการ Stage-Gate Process ในการบริหารจัดการกระบวนการด้านนวัตกรรม โดยแต่ละขั้นตอนในกระบวนการ จะมีคณะกรรมการ Gatekeepers ทำหน้าที่ติดตามแผนงาน ประเมินความเสี่ยงและโอกาส และตัดสินใจเดินหน้าโครงการ ชะลอโครงกสร หรือยุติโครงการ
- จัดให้มีการอบรมในเรื่องการบริหารความเสี่ยงให้กับหน่วยงานต่างๆ ภายในองค์กร เพื่อสนับสนุนให้พนักงานสามารถใช้เครื่องมือในการประเมินความเสี่ยงในการปฏิบัติงานจริง โดยในปี 2568 ได้มีการจัดฝึกอบรมและทำ Workshop กับหน่วยธุรกิจต่างๆ เช่น ธุรกิจการผลิตและโรงงาน (Manufacturing Business) โดยมีการรายงานยังผู้บังคับบัญชา เพื่อติดตามการบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง และบริษัทฯ มีแผนระยะยาวในการการอบรมและดำเนินโครงการบริหารความเสี่ยงยังทุกกลุ่มธุรกิจภายใต้บริษัทโอสถสภา
- จัดให้มีการสื่อสารและการอบรมให้ความรู้เรื่องการบริหารความเสี่ยงแก่พนักงานทั่วทั้งองค์กรอย่างสม่ำเสมอ
โอสถสภามุ่งเน้นที่จะส่งเสริมวัฒนธรรมการบริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายในโดยให้ผู้บริหารระดับสูงและระดับกลางเป็นแบบอย่าง โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความตระหนักรู้ของพนักงานเพื่อนำแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงมาสู่การปฏิบัติได้อย่างยั่งยืน โดยบริษัทฯ ได้กำหนดบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบของแต่ละฝ่ายในการบริหารจัดการความเสี่ยง และได้นำ Three Lines Model ของสมาคมผู้ตรวจสอบภายในสากล (The Institute of Internal Auditor – IIA) เป็นกรอบในการดำเนินงาน มีรายละเอียดดังนี้
ด่านที่หนึ่ง (First Line)
ด่านที่สอง (Second Line)
ด่านที่สาม (Third Line)
กระบวนการบริหารความเสี่ยงและตัวอย่างการประเมินความเสี่ยงสำคัญ
กระบวนการบริหารความเสี่ยงของโอสถสภา ประกอบด้วย

โอสถสภาจัดทำเกณฑ์ประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment Criteria) เพื่อประเมินและทบทวนความเสี่ยงสำคัญจากโอกาสที่จะเกิด (Likelihood) และผลกระทบต่อธุรกิจและต่อผู้มีส่วนได้เสีย (Impact) โดยประเมินในด้านการเงิน ด้านชื่อเสียงและภาพลักษณ์องค์กร ด้านการปฏิบัติงาน ด้านห่วงโซ่อุปทาน ด้านการไม่ปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ด้านบุคลากร ด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน โดยแบ่งผลกระทบความเสี่ยงเป็น 4 ระดับ ซึ่งสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในนโยบายการบริหารความเสี่ยงของบริษัทฯ
รายละเอียดตัวอย่างการประเมินความเสี่ยง
| ความเสี่ยง | ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น | การบริหารจัดการความเสี่ยง | ความเสี่ยง |
|---|---|---|---|
| 1. การลงทุนใหม่และการดำเนินธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ จากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และภัยพิบัติหรือเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่กระทบต่อการดำเนินธุรกิจ |
|
บริษัทฯ มีแนวทางในการขยายการลงทุนเพิ่มเติม หรือพิจารณาคู่ค้าเพื่อมองหากลุ่มลูกค้าใหม่ในตลาดอื่นๆ เพื่อขยายขีดความสามารถของธุรกิจ และมีการป้องกันความเสี่ยงจากการดำเนินธุรกิจทั้งด้านการเงินและการหยุดชะงักทางธุรกิจ | สูงมาก |
| 2. การบริหารบุคลากรในด้านแผนสืบทอดตำแหน่ง (Succession Plan) และการพัฒนาความสามารถพนักงานเพื่อการเติบโตในอนาคต |
|
บริษัทฯ ให้ความสำคัญมาก เพื่อรับมือกับความท้าทายในอนาคต โดยบริษัทได้มีแผนการดำเนินการ เช่น สร้างความต่อเนื่องและความยืดหยุ่นขององค์กร สรรหากลุ่มพนักงานที่มีความสามารถ สร้างการเติบโตในสายอาชีพผ่านหลักสูตรการพัฒนาบุคลากรและการสับเปลี่ยนหมุนเวียนหน้าที่การทำงาน (Job Rotatio) สร้างแหล่งความรู้แบบองค์รวม และพัฒนาความสามารถของพนักงานในด้านทักษะด้านต่างๆ สื่อสาร ACT Culture กับพนักงานทุกระดับ สร้างภาพลักษณ์ของบริษัทให้สามารถดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถ และสร้างวัฒนธรรมการทำงานวิถีใหม่แบบผสมผสานอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น | สูง |
ปัจจัยความเสี่ยงและผลการดำเนินงานในปี 2568
ในปี 2568 โอสถสภาได้มีการทบทวนปัจจัยความเสี่ยงจากปีก่อนหน้า รวมถึงระบุความเสี่ยงใหม่ และความเสี่ยงใหม่ที่อาจเกิดขึ้น พร้อมจัดทำแผนบริหารความเสี่ยง โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์และด้านการเงิน
การลงทุนใหม่และการดำเนินธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ จากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และภัยพิบัติหรือเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่กระทบต่อการดำเนินธุรกิจ
- การลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อขยายธุรกิจไม่เป็นไปตามเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ ภายใต้สถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
- ความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศจากหลายปัจจัย เช่น เสถียรภาพทางการเมือง และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
- ความเสี่ยงที่อาจทำให้การดำเนินงานขององค์กรหยุดชะงักหรือไม่สามารถดำเนินงานได้ตามปกติ ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการผลิตหรือการจัดส่งผลิตภัณฑ์ และอาจนำไปสู่ความเสียหายทั้งทางการเงินและภาพลักษณ์ขององค์กร เช่น แผ่นดินไหว ไฟไหม้ น้ำท่วม การเกิดอุบัติเหตุระหว่างการขนส่ง หรือเครื่องจักรขัดข้อง
ผลกระทบ
- การละเมิดหรือไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบของแต่ละประเทศโดยมิได้เจตนา หรือเกิดช่องโหว่ในการปฏิบัติงานที่อาจกระทบต่อกฎหมายหรือระเบียบในท้องถิ่นนั้น ๆ
- การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานอันเนื่องมาจากความไม่สงบและความไม่มั่นคงทางการเมือง หรือนโยบายที่มีการปรับเปลี่ยน อาจส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจ ทำให้ไม่สามารถจัดซื้อวัตถุดิบหรือสินค้า หรือจัดส่งสินค้าได้อย่างทันท่วงที ส่งผลให้เกิดความขาดแคลน ความล่าช้า รวมถึงการเพิ่มขึ้นของต้นทุนการดำเนินงาน
- ความผันผวนของรายได้และ/หรือต้นทุนทางการเงินที่ส่งผลกระทบต่อรายได้และการจัดทำงบการเงินรวมของบริษัท
- ความเสียหายที่เกิดจากภัยพิบัติต่าง ๆ ที่อาจทำให้การดำเนินธุรกิจต้องหยุดชะงัก ทั้งด้านระบบสาธารณูปโภคและการจัดจำหน่ายในพื้นที่ต่าง ๆ
- ต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการฟื้นฟูสู่สถานการณ์ปกติ
- ชื่อเสียงและภาพลักษณ์องค์กรที่เสียหาย
แผนบริหารความเสี่ยง
บริษัทฯ มีแนวทางในการขยายการลงทุนเพิ่มเติม หรือพิจารณาคู่ค้าเพื่อมองหากลุ่มลูกค้าใหม่ในตลาดอื่น ๆ เพื่อขยายขีดความสามารถของธุรกิจ และมีการป้องกันความเสี่ยงจากการดำเนินธุรกิจทั้งด้านการเงินและการหยุดชะงักทางธุรกิจ โดยมีการดำเนินการดังนี้
การลงทุนในประเทศและต่างประเทศ
- กำหนดแนวทางในการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ ศึกษาวิจัยข้อมูลตลาด และผลตอบแทนการลงทุน โดยพิจารณาความเสี่ยงหลักและแผนการบรรเทาผลกระทบ วางแผนทรัพยากร และเสริมสร้างศักยภาพของพนักงานในการบริหารโครงการ
- วิเคราะห์ปัจจัยภายในและภายนอกเพื่อวางแผนทางเลือก รวมทั้งประเมินผลกระทบทางธุรกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจภายใต้สถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอน
การดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ
- เตรียมความพร้อมและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อกำหนดแผนการจัดการต่าง ๆ และรายงานต่อผู้บริหารและคณะทำงาน เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที
- กำกับ ดูแล และติดตามผลการดำเนินงานและสถานะการเงินของการลงทุนอย่างใกล้ชิด ในกรณีที่ผลการดำเนินงานไม่เป็นไปตามเป้าหมาย จะมีการติดตามเป็นกรณีพิเศษและนำเสนอต่อผู้บริหารระดับสูงเพื่อพิจารณาและเสนอแนวทางการจัดการ
- ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การดำเนินงานตามความเหมาะสม รวมถึงการปรับระบบการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น เพื่อจัดการกับความไม่มั่นคงทางการเมืองและความไม่แน่นอนด้านต่าง ๆ
ความผันผวนของเงินตราต่างประเทศ
- กำหนดแนวทางการบริหารรายได้และค่าใช้จ่ายที่เป็นสกุลเงินต่างประเทศ และการทำสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า เพื่อบริหารความเสี่ยง
- ติดตาม รวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เพื่อนำมาประเมินและคาดการณ์ผลกระทบต่อรายได้และค่าใช้จ่ายที่เป็นสกุลเงินต่างประเทศ และสามารถวางแผนจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที
การหยุดชะงักของการดำเนินธุรกิจจากเหตุการณ์ไม่คาดคิด
- จัดทำการประเมินความเสี่ยงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อบริษัท และจัดทำการวิเคราะห์ผลกระทบทางธุรกิจ (Business Impact Analysis) เพื่อให้สามารถบริหารจัดการกระบวนการสำคัญได้อย่างต่อเนื่อง
- จัดทำแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจของบริษัท เพื่อให้สามารถดำเนินการได้ทันที และมีแผนฟื้นฟูเพื่อกลับสู่สถานการณ์ปกติอย่างมีประสิทธิภาพ
- จัดทำแผนการบริหารจัดการทรัพยากรที่จำเป็น เพื่อรองรับความเสี่ยงจากเหตุการณ์ต่าง ๆ และเตรียมความพร้อมในการบริหารสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที
- จัดเตรียมแผนการฝึกซ้อมเพื่อเตรียมความพร้อมของบริษัท และติดตามทบทวนแผนอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้มีความเป็นปัจจุบัน
- จัดทำประกันภัยเพื่อชดเชยความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในกรณีต่าง ๆ ซึ่งครอบคลุมทรัพย์สินทั้งหมดของบริษัท เพื่อบรรเทามูลค่าความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากความไม่แน่นอนของเหตุการณ์ต่าง ๆ
การแข่งขันทางธุรกิจและส่วนแบ่งทางการตลาด
ความเสี่ยงจากการแข่งขันทางธุรกิจที่รุนแรงขึ้น อันเกิดจากการเพิ่มจำนวนคู่แข่งทั้งรายเดิมและรายใหม่ การแข่งขันด้านราคา นวัตกรรม คุณภาพสินค้า ช่องทางการจัดจำหน่าย และการทำการตลาดเชิงรุก อาจส่งผลให้บริษัทสูญเสียความสามารถในการแข่งขันและส่วนแบ่งทางการตลาด
ผลกระทบ
- รายได้และกำไรของบริษัท รวมถึงส่วนแบ่งการตลาดที่ลดลง
- การเพิ่มขึ้นของต้นทุนในการแข่งขัน
- ความท้าทายในการรักษาเป็นผู้นำทางการตลาด และความจงรักภักดีต่อตราสินค้า
แผนบริหารความเสี่ยง
ในสภาวะตลาดที่มีการแข่งขันสูงของกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องดื่มและผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล ความเสี่ยงด้านการแข่งขันทางธุรกิจและส่วนแบ่งทางการตลาดมีความสำคัญอย่างยิ่ง บริษัทมีแนวทางดำเนินการเพื่อบริหารความเสี่ยง ดังนี้
- กำหนดกลยุทธ์การตลาดอย่างต่อเนื่อง วิเคราะห์ต้นทุน ตลาด และคู่แข่ง และบริหารจัดการช่องทางการจัดจำหน่ายและความร่วมมือกับคู่ค้า รวมทั้งวิเคราะห์กลุ่มลูกค้าปัจจุบันและแนวโน้มความต้องการในอนาคต
- จัดทำแผนการตลาดและการส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง ให้เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าแต่ละประเภท และวัดผลการดำเนินการ เพื่อหาแนวทางแก้ไขและปรับเปลี่ยนให้มีประสิทธิภาพ
- การพัฒนาสินค้าและนวัตกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มทางเลือกและความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ รวมทั้งสร้างการรับรู้ของแบรนด์ใหม่ พัฒนาความแข็งแกร่งของแบรนด์ และมีกิจกรรมอย่างต่อเนื่องให้กับกลุ่มลูกค้า
- ติดตามและปรับปรุงกลยุทธ์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาสินค้า
ความผันผวนของราคาวัตถุดิบหรือราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น น้ำตาล เศษแก้ว ก๊าซธรรมชาติ รวมถึงวัตถุดิบที่เป็นส่วนประกอบหลักในการผลิต ซึ่งเปลี่ยนแปลงตามอุปสงค์และอุปทานในตลาดโลก มาตรการส่งเสริมและควบคุมของภาครัฐ ข้อจำกัดในการนำเข้าสินค้า หรือภาษีอากรและพิกัดอัตราศุลกากร ตลอดจนสภาวะทางเศรษฐกิจโดยรวม
ผลกระทบ
- ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานด้านต้นทุนโดยรวม ความผันผวนของราคาทำให้ต้นทุนในการบริหารจัดการสูงขึ้น และส่งผลกระทบต่อรายได้และกำไรจากการดำเนินงาน
แผนบริหารความเสี่ยง
ความผันผวนของราคาสินค้าทั้งด้านราคาวัตถุดิบหรือราคา Packaging เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อต้นทุนโดยรวมของบริษัท โดยได้มีการจัดทำแผนและเตรียมความพร้อม ดังนี้
- ติดตามข้อมูลทางการตลาดและนโยบายภาครัฐ ทั้งข้อมูลภายในประเทศและราคาในตลาดโลก เพื่อให้สามารถวางแผนรองรับสถานการณ์ทางธุรกิจด้านต่าง ๆ (Market Intelligence)
- กำหนดโครงสร้างราคาโดยเปรียบเทียบจากผู้จัดหาหลายรายในอุตสาหกรรมเดียวกัน เพื่อให้มั่นใจว่าราคาสินค้ามีความสอดคล้องกับราคาตลาด
- จัดทำสัญญาซื้อระยะยาวกับคู่ค้าหลัก และค้นหาคู่ค้าสำรอง รวมถึงสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับคู่ค้าที่สำคัญ ตลอดจนจัดทำสัญญาในลักษณะที่มีความยืดหยุ่น เพื่อลดความไม่แน่นอนของปริมาณการสั่งซื้อที่จะได้รับ
ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ
คุณภาพและความปลอดภัยในผลิตภัณฑ์
การปนเปื้อนในวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป หรือสินค้าลอกเลียนแบบที่ไม่ปลอดภัยเข้าสู่ตลาด
ผลกระทบ
- ความปลอดภัยในชีวิตของผู้บริโภค
- ความเสียหายต่อชื่อเสียงของบริษัทและตราสินค้า
- การฟ้องร้องเป็นคดีความที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
- ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการบริหารเนื่องจากต้องมีการเรียกคืนสินค้า การจัดการด้านกฎหมายและทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงรายได้จากการส่วนแบ่งทางการตลาดที่อาจลดลง
แผนบริหารความเสี่ยง
บริษัทให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งด้านคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้า เนื่องจากบริษัทดำเนินธุรกิจด้านสินค้าอุปโภคบริโภค โดยในกระบวนการผลิตและการจัดจำหน่ายมีการตรวจสอบคุณภาพอย่างเข้มงวด บริษัทมีแนวทางการบริหารจัดการ ดังนี้
- ควบคุมคุณภาพ การประกันคุณภาพ และการบริหารจัดการคุณภาพโดยรวมตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ผู้จำหน่ายวัตถุดิบจนถึงผู้บริโภค รวมถึงการบริหารการเปลี่ยนแปลง และการกำหนดตัวชี้วัดคุณภาพเชิงโครงสร้างในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
- ปรับใช้และพัฒนากลยุทธ์อย่างต่อเนื่องด้านคุณภาพตามมาตรฐานการผลิตระดับสูง โดยมุ่งเน้นความปลอดภัยและความสมบูรณ์ของกระบวนการผลิต ตลอดจนส่งเสริมแนวคิดด้านคุณภาพและวัฒนธรรมความปลอดภัยในการผลิตอาหาร
- ควบคุมให้มีการตรวจรับรองมาตรฐานสากลด้านความปลอดภัยและคุณภาพ รวมถึงมาตรฐานระบบบริหารความปลอดภัยอาหาร FSSC 22000 Version 6 ซึ่งเป็นการรับรองความปลอดภัยสำหรับการผลิตอาหาร ครอบคลุมถึงการจัดทำแผนป้องกันอาหารปลอมตลอดห่วงโซ่อุปทาน และอยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำ ISO 45001 เพื่อยกระดับมาตรฐานระบบการจัดการด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
- วิเคราะห์ความเสี่ยงอย่างครอบคลุมร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สำหรับโครงการและการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และคงไว้ซึ่งคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
- จัดให้มีสายด่วนผู้บริโภคของโอสถสภา เพื่อติดตามผลตอบรับ รับเรื่องร้องเรียน หรือคำแนะนำจากผู้บริโภค โดยมีทีมเฉพาะกิจที่นำโดยหัวหน้าโครงการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถตอบสนองและแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที
- สร้างความตระหนักรู้แก่ผู้บริโภคเกี่ยวกับคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ รวมถึงการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ลอกเลียนแบบ โดยเผยแพร่ข้อมูลผลิตภัณฑ์ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ช่องทางต่าง ๆ และสายด่วนผู้บริโภคของโอสถสภา
การบริหารบุคลากรในด้านแผนสืบทอดตำแหน่ง (Succession Plan) และการพัฒนาความสามารถพนักงานเพื่อการเติบโตในอนาคต
ทรัพยากรบุคคล เป็นปัจจัยที่มีควาสำคัญมากในการดำเนินธุรกิจ ในการพึ่งพาบุคลากรหลัก การขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะ หรือความสามารถที่จำกัด รวมถึงการขาดความยืดหยุ่นในองค์กร อาจเป็นอุปสรรคต่อความสำเร็จของธุรกิจ โดยเฉพาะในด้านการพัฒนาทักษะของบุคลากรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถและผลักดันการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่มีประสิทธิภาพสูง (High-Performance Culture)
ผลกระทบ
- การไม่สามารถพัฒนาความสามารถของบุคลากรได้อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตขององค์กรในระยะยาว
แผนบริหารความเสี่ยง
การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ เป็นปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน การพึ่งพาบุคลากรหลักและการขาดแคลนทักษะที่จำเป็นอาจสร้างความเสี่ยงต่อการเติบโตขององค์กร การพัฒนาความสามารถของบุคลากรและการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่มีประสิทธิภาพสูงจึงเป็นสิ่งที่ บริษัทฯ ให้ความสำคัญมาก เพื่อรับมือกับความท้าทายในอนาคต โดยบริษัทได้มีแผนการดำเนินการ ดังนี้
- สร้างความต่อเนื่องและความยืดหยุ่นขององค์กร (Organizational Continuity and Resilience) โดยมีการพัฒนาอย่างเป็นระบบ อาทิ กลุ่มพนักงานภายในที่มีความพร้อม และมีการวางแผนการสืบทอดตำแหน่งสำหรับตำแหน่งงานที่สำคัญ เพื่อให้มั่นใจว่าการเปลี่ยนผ่านสู่บทบาทที่สำคัญเป็นไปอย่างราบรื่น ส่งเสริมการรักษาพนักงานที่มีศักยภาพให้อยู่กับองค์กร และรักษาความสำเร็จเชิงกลยุทธ์ในระยะยาวให้กับบริษัท
- สรรหากลุ่มพนักงานที่มีความสามารถ และสร้างการเติบโตในสายอาชีพผ่านหลักสูตรการพัฒนาบุคลากรและการสับเปลี่ยนหมุนเวียนหน้าที่การทำงาน (Job Rotation)
- สร้างแหล่งความรู้แบบองค์รวม และพัฒนาความสามารถของพนักงานในด้านทักษะด้านต่างๆ ทางเทคนิค ทักษะส่วนบุคคล ทักษะด้านดิจิทัล และพัฒนาทัศนคติการเติบโต (Growth Mindset)
- สื่อสาร ACT Culture กับพนักงานทุกระดับ และสร้างกิจกรรมต่างๆให้พนักงานมีความรู้ความเข้าใจและสร้างวัฒนธรรมองค์กรร่วมกัน
- สร้างภาพลักษณ์ของบริษัทให้สามารถดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถทั้งจากช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ เช่น LinkedIn Facebook LINE และกิจกรรมของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ
- สร้างวัฒนธรรมการทำงานวิถีใหม่แบบผสมผสานอย่างต่อเนื่อง (Hybrid work culture : Faster Better Together) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเปลี่ยนแปลงการทำงานเพื่อพัฒนาบุคคลากร เตรียมระบบงานบริหารทรัพยากรบุคคลและองค์กรให้พร้อมสำหรับอนาคต
ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฏหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
การปฏิบัติตามกฎระเบียบ ข้อบังคับและกฎหมายและการเปลี่ยนแปลงข้อกฎหมายต่างๆ
การปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ เพื่อป้องกันผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดขึ้นจากการถูกฟ้องร้องหรือการเสียค่าปรับ ซึ่งอาจกระทบต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ขององค์กร รวมถึงการเปลี่ยนแปลงด้านกฎหมายและภาษี เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต ภาษีศุลกากร และภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่อาจส่งผลกระทบต่องบการเงินของบริษัท
ผลกระทบ
- ค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบ
- ค่าใช้จ่ายทางภาษีที่อาจส่งผลต่อต้นทุนสินค้า และความไม่แน่นอนในการจัดหาสินค้า
- ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแพ่ง และ/หรือคดีอาญา หรือคดีปกครอง
- การหยุดชะงักของธุรกิจทั้งชั่วคราวหรือถาวร หากมีบทลงโทษที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ และกระทบต่อฐานะทางการเงินของบริษัท
- ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค รวมถึงชื่อเสียงและภาพลักษณ์ขององค์กร
แผนบริหารความเสี่ยง
บริษัทดำเนินธุรกิจโดยปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันความเสียหายทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงิน ดังนั้น ในการดำเนินธุรกิจจึงมีการบริหารความเสี่ยง ดังนี้
- มอบหมายหน่วยงานที่รับผิดชอบในการเฝ้าระวังและติดตามการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายและนโยบายอย่างต่อเนื่อง ทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด รวมถึงเผยแพร่ข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มั่นใจว่ามีความเข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และสามารถกำหนดแผนปฏิบัติการเพื่อรองรับความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องได้อย่างเหมาะสม
- ตรวจสอบกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง ก่อนดำเนินการหรือประกอบธุรกิจใหม่
- จัดทำแผนกลยุทธ์ในการบริหารความเสี่ยงด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ รวมถึงกฎหมายด้านการเงินและภาษี ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายจากการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- กำหนดแนวทางการกำกับดูแลการปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับ โดยระบุบทบาทและความรับผิดชอบของผู้รับผิดชอบด้านการติดตามกฎหมาย (Law Owner) และผู้รับผิดชอบการปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย (Area Owner) รวมถึงกระบวนการประเมินการปฏิบัติตามข้อกำหนด และการจัดเก็บข้อมูลการปฏิบัติตาม โดยรวบรวมกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องไว้ในระบบอย่างเป็นระบบ
- ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือบริษัทที่ปรึกษาในแต่ละประเทศ เพื่อช่วยตีความกฎหมายท้องถิ่นและให้คำแนะนำด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย สำหรับการลงทุนในต่างประเทศและการทำธุรกรรมต่าง ๆ
- จัดอบรมพนักงานเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน
ความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และการรั่วไหลของข้อมูลทรัพย์สินทางดิจิทัล
ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์เป็นภัยคุกคามต่อสินทรัพย์ดิจิทัลขององค์กร รวมถึงความเสี่ยงจากการรั่วไหลของข้อมูลที่มีความอ่อนไหวและข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อชื่อเสียงขององค์กร การละเมิดการปฏิบัติตามกฎระเบียบ และความสูญเสียทางการเงิน
ผลกระทบ
- ความเสียหายทางการเงิน
- การละเมิดข้อกำหนดทางกฎหมายและข้อบังคับ ซึ่งอาจนำไปสู่บทลงโทษทั้งด้านการเงินและข้อจำกัดในการดำเนินงาน
- การถูกโจมตีจากคู่แข่ง อันก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ขององค์กร
- ต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการกู้คืนระบบและฟื้นฟูการดำเนินงานให้กลับสู่ภาวะปกติ
แผนบริหารความเสี่ยง
ผลกระทบจากความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์และการรั่วไหลของข้อมูลไม่เพียงแค่ส่งผลต่อความมั่นคงทางการเงิน แต่ยังอาจบั่นทอนชื่อเสียงองค์กรและความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว บริษัทจึงตระหนักถึงความสำคัญของความเสี่ยงดังกล่าว และกำหนดมาตรการป้องกันความเสี่ยง ดังนี้
- กำหนดนโยบายความมั่นคงปลอดภัยด้านสารสนเทศ แนวทางการปกป้องข้อมูล (การจำแนกประเภทข้อมูล) แนวทางการใช้ทรัพยากรเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างเหมาะสม ตลอดจนจัดทำกรอบการกำกับดูแลด้าน AI เพื่อควบคุมการใช้งานให้เป็นไปตามหลักจริยธรรมและบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งนำเครื่องมือป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลมาใช้ กำหนดสิทธิการเข้าถึงระบบและข้อมูลตามหน้าที่ความรับผิดชอบ ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสและระบบตรวจจับและตอบสนองต่อภัยคุกคามขั้นสูง (Extended Detection and Response: XDR) ใช้มาตรการป้องกันด้วยไฟร์วอลล์หลายชั้น มีการเฝ้าระวังความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ตลอด 24 ชั่วโมง จัดให้มีการสำรองข้อมูล แผนตอบสนองต่อเหตุการณ์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ และแผนกู้คืนระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
- ส่งเสริมการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและภัยคุกคามทางไซเบอร์ผ่านช่องทางการสื่อสารภายในอย่างสม่ำเสมอ พร้อมจัดอบรมโดยผู้เชี่ยวชาญภายนอก เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านความปลอดภัยไซเบอร์ และสนับสนุนให้พนักงานสามารถใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย
- ติดตามและประเมินสถานการณ์ความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงจัดทำแผนกู้คืนระบบจากภัยพิบัติ (Disaster Recovery Plan: DRP) และดำเนินการทดสอบแผนกู้คืนข้อมูลเป็นประจำ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้อย่างทันท่วงที และรองรับการดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง
ความเสี่ยงด้านความยั่งยืน
ความเสี่ยง ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) ถือเป็นความความเสี่ยงสำคัญของทั่วโลก รวมถึงของบริษัทฯ ด้วย ภาวะโลกรวนอาจก่อให้เกิดภัยพิบัติต่างๆ โดยไม่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้า เช่น อุทกภัย ภัยแล้ง เป็นต้น สร้างความสูญเสียในมิติเศรษฐกิจและสังคมอย่างมาก นอกจากนี้ การออกกฎหมายและกฎระเบียบข้อบังคับด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น พรบ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พรบ.การจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน ภาษีน้ำผิวดิน และภาษีคาร์บอน เป็นต้น ทำให้บริษัทฯ ต้องมีการปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายและข้อบังคับของประเทศไทยและต่างประเทศที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ผลกระทบ
- กระบวนผลิตอาจจะต้องหยุดชะงักเนื่องจากขาดวัตถุดิบ พลังงานและทรัพยากรต่างๆ
- กระบวนการดำเนินธุรกิจอาจถูกระงับหรือถูกเพิกถอนใบอนุญาตการประกอบธุรกิจหากละเมิดกฎหมายด้านภูมิอากาศ หรือปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินสิทธิ์การปล่อย
- ต้นทุนเพิ่มขึ้นจากการลงทุนในด้านต่างๆ เช่น นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ การใช้ทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ตามกฎหมายข้อบังคับต่างๆ
- ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากวัตถุดิบ เนื่องจากผู้ผลิตวัตถุดิบต้องเพิ่มต้นทุนค่าพลังงานสำหรับการผลิตและการขนส่ง ตลอดจนผู้ผลิตวัตถุดิบต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับข้อกำหนดกฎหมายด้านความยั่งยืนที่เข้มงวดมากขึ้น
- ชำระภาษีคาร์บอนเพิ่มขึ้น อาจมีอุปสรรคจากกำแพงภาษี และอาจเสียโอกาสทางการตลาด และความสามารถในการแข่งขันลดลงทั้งในประเทศและต่างประเทศ จากกฎหมายและข้อกำหนดการค้าต่างๆ
- สูญเสียชื่อเสียง ภาพลักษณ์องค์กร และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค หากไม่มีการดำเนินงานเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
แผนบริหารความเสี่ยง
การบริหารความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เป็นเรื่องสำคัญสำหรับองค์กรในปัจจุบัน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีผลกระทบทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมที่อาจส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจในหลาย ๆ ด้าน ดังนั้นบริษัทฯ จึงมีแผนรองรับ ดังนี้
- กำหนดให้ประเด็นด้านการใช้พลังงานและการรับมือสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัทฯ พร้อมบรรจุในกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน OSP Sustainability Framework และตั้งเป้าหมายเป็นองค์กร Net Zero 2050 รวมถึงเป้าหมายเกี่ยวกับการเพิ่มการใช้พลังงานสะอาด การลดพลังงาน และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพระยะสั้นและระยะยาว
- จัดทำแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามหลักวิทยาศาสตร์ เพื่อเป็นกรอบการดำเนินงานมุ่งสู่ Net Zero 2050 รวมถึงการจัดทำข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ถูกต้องโปร่งใสตามมาตรฐานสากล เช่น Carbon Footprint Organization และ Carbon Footprint Product เป็นต้น
- นำหลักการ Circular Economy เข้ามาประยุกต์ใช้ในการปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและลดของเสีย
- ลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิต รวมถึงการลงทุนในพลังงานสะอาด การจัดการน้ำ และบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน
- ศึกษาและติดตามสถานการณ์การบังคับใช้กฎหมาย กฎระเบียบ มาตรการ และนโยบายต่างๆ ทั้งของประเทศไทยและต่างประเทศอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง รวมถึงการรายงานสถานการณ์และข้อมูล ให้แก่หน่วยงานต่างๆ ในบริษัทที่เกี่ยวข้องเพื่อวางแผนเตรียมความพร้อมร่วมกัน
- สร้างความร่วมมือกับคู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อยกระดับศักยภาพการดำเนินธุรกิจ ให้สอดคล้องกับกฎหมาย มาตรการ และนโยบายด้านภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
- สร้างความร่วมมือกับหน่วยงาน องค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และสมาคมต่างๆ เพื่อร่วมกันศึกษาข้อดี ข้อเสีย และให้ข้อมูลเพื่อร่วมกันผลักดันประเด็นสำคัญในกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
- สร้างความตระหนักรู้ด้านความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแก่พนักงานและคู่ค้า ผ่านการจัดอบรมอย่างต่อเนื่อง ผ่านระบบการเรียนรู้แบบ e-learning เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศตลอดห่วงโซ่คุณค่า
การขาดแคลนทรัพยากรน้ำในการผลิต
น้ำเป็นทรัพยากรที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ โดยเฉพาะในกระบวนการผลิตเครื่องดื่มและสินค้าอุปโภคบริโภค อย่างไรก็ตาม ภาวะขาดแคลนน้ำ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและกฎระเบียบด้านการบริหารจัดการน้ำที่เข้มงวดขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ
ผลกระทบ
- ต้นทุนการผลิตและการดำเนินงานที่สูงขึ้น หากประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ การลงทุนเพื่อปรับปรุงและบำรุงรักษาระบบกรองน้ำและระบบบำบัดน้ำ โดยเฉพาะเมื่อคุณภาพน้ำลดลง อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์
- ส่งผลต่อกระบวนการดำเนินธุรกิจจากนโยบายและกฎหมายใหม่
- เสียค่าปรับหรือถูกระงับการดำเนินงาน สูญเสียภาพลักษณ์องค์กร และความน่าเชื่อถือ หากปล่อยน้ำเสียที่ไม่ผ่านมาตรฐานสู่ชุมชน
แผนบริหารความเสี่ยง
น้ำเป็นทรัพยากรหลักที่สำคัญในการประกอบธุรกิจเครื่องดื่ม ดังนั้นบริษัทฯ จึงให้ความสำคัญในการบริหารจัดการเพื่อไม่ให้เกิดการขาดแคลน รวมทั้งการควบคุมคุณภาพที่ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน โดยมีแผนการจัดการ ดังนี้
- กำหนดให้ประเด็นด้านทรัพยากรน้ำเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัทฯ พร้อมบรรจุในกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน OSP Sustainability Framework และตั้งเป้าหมายเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพระยะสั้นและระยะยาว
- ลงทุนในการพัฒนาและค้นคว้านวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและลดการใช้น้ำอย่างมีนัยสำคัญ โดยทำงานร่วมกับทีมวิจัยและพัฒนาของโอสถสภาอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการใช้น้ำในกระบวนการผลิต
- ประเมินความยั่งยืนของการใช้น้ำ (Water Sustainability Assessment) โดยใช้เครื่องมือ WRI Aqueduct เพื่อประเมินความเสี่ยงด้านทรัพยากรน้ำในพื้นที่ดำเนินงาน ครอบคลุมทั้งความเสี่ยงเชิงกายภาพ กฎระเบียบ และการแข่งขันการใช้น้ำ ผลการประเมินถูกนำไปใช้ในการระบุพื้นที่เสี่ยงและกำหนดมาตรการบริหารจัดการน้ำที่เหมาะสม เพื่อบรรเทาผลกระทบและเสริมความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาว
- สร้างความมีส่วนร่วมทั้งกับหน่วยงานภายในและภายนอกองค์กร จัดอบรมเพื่อสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ รวมถึงร่วมมือกับชุมชนรอบข้างในการตรวจสอบคุณภาพน้ำและการรับฟังข้อคิดเห็นจากชุมชนเพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน
- จัดอบรมพนักงานผ่านระบบ e-learning และจัดกิจกรรมอบรมสำหรับคู่ค้า เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและความเสี่ยงจากข้อจำกัดด้านน้ำในการผลิต เพื่อสนับสนุนความต่อเนื่องของการดำเนินงานตลอดห่วงโซ่คุณค่า
การบริหารจัดการบรรจุภัณฑ์
การดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ เกี่ยวข้องโดยตรงกับการใช้และการผลิตบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้า การบริหารจัดการด้านบรรจุภัณฑ์จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการดำเนินธรุกิจของบริษัทฯ รวมถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของชุมชน
ผลกระทบ
- ต้นทุนการผลิตและการดำเนินงานที่สูงขึ้น จากการต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบและมาตรฐานที่เพิ่มขึ้น หากไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด
- สูญเสียชื่อเสียงและความสัมพันธ์กับชุมชนหากไม่มีระบบการผลิต การจัดการบรรจุภัณฑ์และของเสียจากการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมในชุมชน
- สูญเสียความเชื่อมั่นจากนักลงทุน พันธมิตรทางธุรกิจ ชุมชน และผู้บริโภค หากใช้บรรจุภัณฑ์ที่ไม่สามารถรีไซเคิลหรือย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ
- เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศทางธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ (biodiversity) ขาดความสมดุล หากใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่มีประสิทธิภาพ
แผนบริหารความเสี่ยง
บริษัทฯ ให้ความสำคัญในการบริหารจัดการด้านบรรจุภัณฑ์ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจ โดยมุ่งเน้นการจัดการสิ่งแวดล้อมที่เป็นระบบและได้มาตรฐาน โดยมีแผนดำเนินการ ดังนี้
- กำหนดให้ประเด็นด้านการบริหารจัดการบรรจุภัณฑ์เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายด้านความยั่งยืนของบริษัทฯ พร้อมบรรจุในกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน OSP Sustainability Framework และตั้งเป้าหมายเกี่ยวกับการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างมีประสิทธิภาพระยะสั้นและระยะยาว
- จัดตั้งหน่วยงานวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ รวมถึงคัดเลือกวัตถุดิบสำหรับการผลิตบรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำไปรีไซเคิลหรือย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง
- มีระบบการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐาน ISO14001: 2015 ติดตามและตรวจสอบผลการดำเนินงานในกิจกรรมต่างๆ อย่างเป็นระบบ
- สร้างความมีส่วนร่วมกับคู่ค้า หน่วยงานทางวิชาการ ฯลฯ เพื่อดำเนินโครงการศึกษาและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
- ทำงานร่วมกับหน่วยงานของรัฐและสมาคมการค้า เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบข้อบังคับ การบังคับใช้กฎหมาย และการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น
การบริหารจัดการของเสียที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิต (Waste Management)
การดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ สามารถสร้างของเสียได้ตลอดกระบวนการ หากไม่มีการควบคุม คัดแยก หรือไม่มีแผนการเพื่อลดปริมาณ อันเนื่องมาจากประสิทธิภาพกระบวนการไม่คงที่ มาตรฐานการคัดแยกไม่สม่ำเสมอ เครื่องจักรเสื่อมสภาพหรือบำรุงรักษาไม่ทัน การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ไม่เอื้อต่อการรีไซเคิล ซึ่งล้วนเพิ่มโอกาสเกิดของเสียสะสมและการจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพ
ผลกระทบ
- ต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มขึ้นจากการสูญเสียวัตถุดิบ ต้นทุนการขนส่ง การจัดเก็บและการกำจัดของเสีย รวมถึงต้นทุนแฝงจากการใช้ทรัพยากรที่ไม่มีประสิทธิภาพ
- ความต่อเนื่องและประสิทธิภาพของกระบวนการผลิตอาจได้รับผลกระทบ หากเกิดการสะสมของเสียในพื้นที่ผลิต ส่งผลต่อกำลังการผลิตและการส่งมอบสินค้า
- เกิดความเสี่ยงด้านคุณภาพและความปลอดภัย จากการปนเปื้อนของเสียในกระบวนการผลิต นำไปสู่ปัญหาด้านคุณภาพสินค้า อุบัติเหตุในการทำงาน และความปลอดภัยของพนักงาน
- ชำระค่าปรับ ถูกระงับการดำเนินงาน หรือถูกเพิกถอนใบอนุญาต หากจัดการของเสียไม่ถูกต้องตามกฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ
- สูญเสียภาพลักษณ์ ชื่อเสียง และความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสีย หากการจัดการของเสียไม่เหมาะสมหรือก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ
แผนบริหารความเสี่ยง
บริษัทฯ ให้ความสำคัญในการจัดการของเสียจากกระบวนการผลิตควบคู่กับการดำเนินธุรกิจ โดยมุ่งเน้นการจัดการที่เป็นระบบและได้มาตรฐาน โดยมีแผนดำเนินการ ดังนี้
- กำหนดให้ประเด็นด้านการจัดการของเสียเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัทฯ พร้อมบรรจุประเด็นดังกล่าวในกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน OSP Sustainability Framework และตั้งเป้าหมายเกี่ยวกับการจัดการของเสียอย่างมีประสิทธิภาพระยะสั้นและระยะยาว
- มีระบบการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐาน ISO14001: 2015 ติดตามและตรวจสอบผลการดำเนินงานในกิจกรรมต่างๆ อย่างเป็นระบบ
- พัฒนาปรับปรุงกระบวนการผลิตด้วยการลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อลดของเสียในกระบวนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- นำหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาประยุกต์ใช้ในการจัดการของเสีย โดยมุ่งพัฒนากระบวนการนำของเสียกลับมาใช้ในกระบวนการผลิต และเพิ่มมูลค่าของทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
- ฝึกอบรมพนักงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างความตระหนักและการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจัดการของเสีย โดยเป็นหลักสูตรภาคบังคับผ่านระบบการเรียนรู้แบบ e-learning และแบบ classroom หน้างาน
- ทำงานร่วมกับหน่วยงานของรัฐและสมาคมการค้า เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบข้อบังคับ การบังคับใช้กฎหมาย และการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น
ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่
ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
ความขัดแย้งระหว่างประเทศในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ที่ทำให้เกิดความไม่แน่นอนทางการเมือง การต่อสู้ระหว่างคู่ขัดแย้งในรูปแบบสงครามชายแดน หรือ สงครามการค้า การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ เช่น สงครามชายแดนไทย – กัมพูชา ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นห่วงโซ่อุปทาน การค้าโลก อัตราแลกเปลี่ยน และเสถียรภาพของตลาดผู้บริโภค บริษัทฯ ต้องปรับตัวเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการดำเนินธุรกิจ
ผลกระทบ
- ต้นทุนการผลิตและการขนส่งสูงขึ้น เนื่องจากการหยุดชะงักหรือการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน ทำให้ขาดแคลนวัตถุดิบ ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบเดิมได้ เกิดความล่าช้าในการผลิต และการขาดแคลนวัตถุดิบ
- เกิดความไม่แน่นอนต่อการลงทุนเพื่อขยายธุรกิจและขยายตลาด และข้อจำกัดทางการค้า การนำเข้าและส่งออกสินค้าไปยังประเทศที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง รวมถึงการต้องปรับตัวต่อมาตรฐานและกฎระเบียบการค้าโลก ค่าเงินและอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวน อาจทำให้ต้องเพิ่มต้นทุนการดำเนินงาน หรือเสียโอกาสทางการตลาด
- ภาวะสงคราม หรือภาวะเงินเฟ้อทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น
แผนบริหารความเสี่ยง
ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบันเป็นปัจจัยที่บริษัทฯ ต้องติดตามและประเมินอย่างต่อเนื่อง ภายใต้สภาวการณ์ที่มีความไม่แน่นอนทางการเมืองและสงครามทางการค้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมกับบริษัท เช่น สงครามชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา หรือสงครามอื่น ๆ ที่อาจส่งผลต่อราคาหรือต้นทุนวัตถุดิบหรือสินค้าต่างๆ รวมทั้งกลุ่มลูกค้าของบริษัท โดยบริษัทได้จัดทำแผนรองรับ ดังนี้
- ติดตามสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง
- การศึกษา (Scenario Planning) และจัดทำแผนรองรับเหตุที่อาจเกิดขึ้นในมิติต่างๆ ที่มีความเป็นไปได้
- สร้างการทำงานร่วมกันของฝ่ายต่าง ๆ ในองค์กร เพื่อขยายฐานคู่ค้า การหาคู่ค้าและแหล่งผลิตวัตถุดิบสำรอง เพิ่มทางเลือกทางการค้า และเพิ่มความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานเพื่อลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงัก นอกจากนี้ สามารถหาโอกาสในการลดต้นทุน ผ่านการหาแหล่งทางเลือกใหม่สำหรับวัตถุดิบและการขนส่ง การปรับเปลี่ยนสูตรการผลิต และการสำรองสินค้าคงคลังเพื่อป้องกันการขาดแคลนวัตถุดิบ
ความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity)
การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพส่งผลต่อเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานโอสถสภา เนื่องจากวัตถุดิบทางการเกษตรพึ่งพาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ การใช้ที่ดินที่ขาดการจัดการอย่างยั่งยืนอาจก่อให้เกิดการเสื่อมโทรมของระบบนิเวศและลดผลิตภาพทางการเกษตร ส่งผลให้ปริมาณและต้นทุนวัตถุดิบผันผวน รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงด้านกฎระเบียบและข้อจำกัดทางการค้า หากไม่สามารถแสดงความโปร่งใสในการจัดหาวัตถุดิบ ซึ่งอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวของโอสถสภา
ผลกระทบ
- การขาดแคลนวัตถุดิบและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น นำไปสู่ความผันผวนของต้นทุนและความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทาน เมื่อระบบนิเวศเกษตรเสื่อมโทรมและผลิตภาพลดลง
- การผลิตและการส่งมอบสินค้าไม่ต่อเนื่อง จากความเปราะบางของทรัพยากรธรรมชาติและความสามารถในการฟื้นตัวของระบบนิเวศที่ลดลง
- ผลกระทบด้านกฎหมายและการเข้าถึงตลาด หากไม่สามารถแสดงแหล่งที่มาของวัตถุดิบที่โปร่งใส ไม่ทำลายป่า และเคารพสิทธิชุมชน
- เกิดความขัดแย้งกับชุมชนท้องถิ่นและกลุ่มชาติพันธุ์ จากการใช้ที่ดินหรือทรัพยากรที่กระทบต่อวิถีชีวิตและสิทธิในการทำกิน
- ความน่าเชื่อถือด้านความยั่งยืนและสิทธิมนุษยชนขององค์กร ซึ่งอาจกระทบต่อการตัดสินใจของคู่ค้า นักลงทุน และผู้บริโภค
- ความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตในระยะยาวขององค์กร จากแรงกดดันด้านต้นทุน มาตรฐานสิ่งแวดล้อม และความคาดหวังด้านความรับผิดชอบต่อสังคมที่สูงขึ้น
แผนบริหารความเสี่ยง
ความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพเป็นความเสี่ยงสำคัญที่บริษัทฯ ติดตามและประเมินอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะต่อห่วงโซ่อุปทานและวัตถุดิบทางการเกษตร อาทิ ความเสี่ยงด้านผลผลิตที่ลดลง ต้นทุนที่ผันผวน และข้อจำกัดในการเข้าถึงตลาดสากลจากประเด็นการรุกล้ำพื้นที่ป่าเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงดังกล่าว บริษัทฯ ได้กำหนดแนวทางและมาตรการรองรับที่สำคัญ ดังนี้
- บูรณาการประเด็นความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพไว้ในนโยบายความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อมของกลุ่มบริษัทโอสถสภา จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ
- ดำเนินการประเมินและเปิดเผยความเสี่ยงและโอกาสด้านสภาพภูมิอากาศและธรรมชาติ ตามกรอบ TCFD และ TNFD
- ใช้ระบบสำรวจฐานข้อมูลเชิงพื้นที่ ภายใต้กระบวนการกำกับดูแลคู่ค้า เพื่อป้องกันและจัดการความเสี่ยงจากการรุกล้ำพื้นที่ป่า
- ยกระดับมาตรฐานห่วงโซ่อุปทานและระบบตรวจสอบย้อนกลับ ผ่านกระบวนการจัดซื้อที่สามารถยืนยันแหล่งที่มาของวัตถุดิบว่าปราศจากการบุกรุกป่า และกำหนดแนวปฏิบัติด้านเกษตรยั่งยืนร่วมกับคู่ค้า
- ส่งเสริมความร่วมมือกับเกษตรกรและคู่ค้าในการขยายแหล่งวัตถุดิบที่ยั่งยืน สนับสนุนการทำเกษตรฟื้นฟูเพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดินและระบบนิเวศ รวมถึงแมลงผสมเกสร เพื่อลดความเสี่ยงด้านการขาดแคลนวัตถุดิบในระยะยาว
- เสริมสร้างความรู้และความตระหนักให้แก่พนักงานและคู่ค้าเกี่ยวกับการอนุรักษ์ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ
นอกจากนี้ ในปี 2568 โอสถสภายังได้จัดทำ Risk Management e-Learning Program ประจำปี โดยกำหนดให้พนักงานทั้งหมดต้องเข้าเรียนและผ่านแบบทดสอบ 100% ซึ่งพนักงานได้เข้าอบรมและผ่านแบบทดสอบตามเป้าหมาย อีกทั้งได้จัดการสื่อสารให้ความรู้เรื่องการบริหารความเสี่ยงแก่ผู้บริหารและพนักงานทุกระดับผ่านช่องทางการสื่อสารภายในองค์กร ในกิจกรรม “OSP Live Talk: การบริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายใน” 1 ครั้ง มีพนักงานเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 500 คน