การจัดการบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน

การขับเคลื่อนบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืนยังเผชิญความท้าทายสำคัญ ทั้งในด้านต้นทุนวัสดุรีไซเคิลและกระบวนการผลิตที่ซับซ้อนกว่าวัสดุทั่วไปขึ้น ความจำเป็นในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านรีไซเคิลให้ครอบคลุมทุกขั้นตอนของห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรและผู้บริโภคในการแยกขยะและนำกลับมาใช้ใหม่อย่างถูกต้อง เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่บรรจุภัณฑ์ยั่งยืนเกิดผลอย่างมั่นคงและไม่กระทบต่อคุณภาพสินค้าและความสามารถในการแข่งขันขององค์กร

เจตนารมณ์และความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนเป้าหมายด้านบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน

ภายใต้วิสัยทัศน์ “พลังเพื่อเสริมสร้างชีวิต” บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย มุ่งมั่นขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่คุณค่าของผลิตภัณฑ์ โดยให้ความสำคัญกับการออกแบบ การจัดหา การผลิต การใช้ และการจัดการบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภคอย่างเป็นระบบ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และลดปริมาณขยะบรรจุภัณฑ์ที่ส่งไปกำจัด

โอสถสภาได้กำหนดเป้าหมายระยะยาวในการขับเคลื่อน Zero Packaging Waste และลดผลกระทบจากบรรจุภัณฑ์ โดยตั้งเป้าหมายให้ บรรจุภัณฑ์ 100% สามารถนำกลับมารีไซเคิล นำกลับมาใช้ซ้ำ หรือย่อยสลายได้ภายในปี 2573 ทั้งนี้ เพื่อยกระดับการตอบสนองต่ออุตสาหกรรมและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย บริษัทจะเพิ่มเติมเป้าหมายเชิงปริมาณระดับกลุ่มบริษัทในการ ลดน้ำหนักบรรจุภัณฑ์ต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ลง 15% ภายในปี 2567 ยกเลิกการใช้พลาสติกที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 100% ภายในปี 2568 ครอบคลุมบรรจุภัณฑ์หลักและบรรจุภัณฑ์รองที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ของบริษัท

การดำเนินงานด้านบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืนของโอสถสภามุ่งเน้น 7 แนวทางหลัก ได้แก่

  • การลดน้ำหนักและปริมาณบรรจุภัณฑ์
  • การเพิ่มสัดส่วนบรรจุภัณฑ์ที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้
  • การเพิ่มสัดส่วนบรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลได้
  • การลดและเลิกใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งที่ไม่จำเป็น
  • การเพิ่มการใช้วัสดุรีไซเคิลโดยเฉพาะวัสดุรีไซเคิลหลังการบริโภค
  • การสร้างกลไกให้บรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลได้ถูกเก็บกลับและเข้าสู่ระบบรีไซเคิลจริง
  • การจัดสรรทรัพยากรด้านวิจัยและพัฒนาเพื่อพัฒนาบรรจุภัณฑ์ทางเลือกและนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่ำกว่า

เพื่อให้การดำเนินงานเกิดผลเป็นรูปธรรม โอสถสภาจะบูรณาการเป้าหมายดังกล่าวเข้ากับกระบวนการออกแบบผลิตภัณฑ์ การจัดซื้อจัดจ้าง การทำงานร่วมกับคู่ค้า Tier 1 และ Non-Tier 1 การผลิต การกระจายสินค้า และความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้เสียภายนอก เช่น ผู้รับซื้อวัสดุรีไซเคิล หน่วยงานท้องถิ่น พันธมิตรด้านการจัดการของเสีย และผู้บริโภค โดยบริษัทจะติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องผ่านตัวชี้วัดด้านน้ำหนักบรรจุภัณฑ์ สัดส่วนบรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลได้/ใช้ซ้ำได้/ย่อยสลายได้ สัดส่วนวัสดุรีไซเคิลในบรรจุภัณฑ์ และอัตราการเก็บกลับหรือการนำเข้าสู่ระบบรีไซเคิลจริง

เป้าหมายและผลการดำเนินงาน

เป้าหมายปี 2573
%
ของบรรจุภัณฑ์สามารถนำไปรีไซเคิล หรือย่อยสลายได้
ผลการดำเนินงาน ปี 2568
%
เป้าหมายปี 2568
ลดน้ำหนักบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าบริโภคลง
%
ผลการดำเนินงาน ปี 2568
%
เป้าหมายปี 2568
ยุติการใช้พลาสติก PVC ในการผลิตบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์โอสถสภา
ผลการดำเนินงาน ปี 2568
%
เป้าหมายปี 2568
เพิ่มปริมาณการใช้เศษแก้วในการผลิตบรรจุภัณฑ์ให้ได้อย่างน้อย
ตัน
ผลการดำเนินงาน ปี 2568
ตัน

โอสถสภาดำเนินการจัดการวัสดุและบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืนตามเกณฑ์มาตรฐานการจัดการบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน ทั้งในประเทศและระดับสากล ภายใต้นโยบายด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมของบริษัทฯ ซึ่งได้รับการรับรองจากประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ความยั่งยืนขององค์กรในระยะยาว

บริษัทฯ นำหลักการ 5Rs มาใช้เป็นกรอบการดำเนินงานตลอดวงจรชีวิตของบรรจุภัณฑ์ ตั้งแต่การออกแบบ การผลิต ไปจนถึงการจัดการปลายทาง ได้แก่

Remove
การตัดทอนวัสดุส่วนเกินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทรัพยากร
Reduce
การลดน้ำหนักหรือขนาดบรรจุภัณฑ์เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
Reusable
การส่งเสริมการใช้ซ้ำเพื่อยืดอายุการใช้งานของบรรจุภัณฑ
Replace
การเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
Recycle
การเพิ่มศักยภาพการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ

กลยุทธ์การดำเนินงาน

ตัดทอนวัสดุส่วนเกินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทรัพยากร (Remove)

ในปี 2568 บริษัทฯ ได้ยกเลิกการใช้ฟิล์ม PVC ในผลิตภัณฑ์ หลากหลายประเภททั้งในกลุ่มเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริงก์ เช่น คาลพิส แลคโตะ และ กลุ่มของใช้ส่วนบุคคล เช่น ทเวลฟ์พลัสครีมอาบน้ำ, เบบี้มายด์ ครีม เบบี้มายด์ โลชั่น รวมถึงเปลี่ยนมาใช้วัสดุทางเลือกที่เป็นพลาสติกรีไซเคิลเพื่อผลิตบรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ง่าย ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสนับสนุนการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์

โอสถสภาได้ยกเลิกการใช้ฟิล์ม PVC ในบรรจุภัณฑ์ประเภท blister pack สำหรับผลิตภัณฑ์ลูกอมโอเล่และโบตัน โดยเปลี่ยนมาใช้วัสดุทางเลือกประเภทซองพลาสติกพร้อม zip lock เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสนับสนุนการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์ โดยสามารถยุติการใช้วัสดุ PVC ได้ 9.09 ตันในปี 2568 และส่งผลให้บริษัทฯ สามารถยุติการใช้วัสดุ PVC ในบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดได้ 100%
ใช้ฉลากหดรัดรูปพร้อมรอยปรุเพื่อให้สามารถแยกฉลากในกระบวนการรีไซเคิลในผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม คาลพิส แลคโตะ โดยดำเนินการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2564
มุ่งเน้นการใช้กล่องกระดาษมาตรฐานFSC ประเภท Recycled เฉพาะส่วนที่จำเป็นเพื่อลดขยะส่วนเกิน โดยเลือกใช้วัตถุดิบจากป่าปลูกที่มีการจัดการอย่างยั่งยืน ไม่ทำลายป่าธรรมชาติ พร้อมคำนึงถึงสิทธิแรงงานและชุมชนในพื้นที่

ลดน้ำหนักหรือขนาดบรรจุภัณฑ์เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (Reduce)

โอสถสภาวิจัยและพัฒนาการออกแบบบรรจุภัณฑ์โดยมีเป้าหมายเพื่อลดอัตราการใช้พลาสติก แก้ว และกระดาษในกระบวนการผลิตบรรจุภัณฑ์ชนิดต่างๆ โดยครอบคลุมทั้งการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์ใหม่และบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่เดิม เพื่อเป้าหมายในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน โดยลดน้ำหนักของขวดแก้ว แต่คงไว้ซึ่งคุณภาพเดิม และต่อยอดการพัฒนาไปใช้กับบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นบรรจุภัณฑ์กระดาษ บรรจุภัณฑ์พลาสติกทั้งหมดอีกด้วย

ลดน้ำหนักบรรจุภัณฑ์พลาสติก
27.33 ตัน
ในปี 2568 โอสถสภาได้ออกแบบบรรจุภัณฑ์แกลลอนและขวดพลาสติกสำหรับผลิตภัณฑ์ซักผ้าเบบี้มายด์, โลชั่นเบบี้มายด์, แป้งเด็กเบบี้มายด์, และแป้งเย็น ทเวลฟ์ พลัส โดยลดการใช้พลาสติกลง ซึ่งคิดเป็นน้ำหนักที่ลดลงทั้งหมด 27.33 ตัน และยังได้วางแผนดำเนิการอย่างต่อเนื่องสำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ในอนาคต
ลดน้ำหนักบรรจุภัณฑ์กระดาษ
10.33 ตัน
บริษัทฯ ดำเนินโครงการลดการใช้กระดาษลงจากปี 2567 ถึง 10.33 ตันในการผลิตกล่องในผลิตภัณฑ์หลายประเภทครอบคลุมทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่และผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่เดิมทั้งหมด เช่น เครื่องดื่มชูกำลังและเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลภายใต้แบรนด์เอ็ม-150 ลิโพ และซี-วิท นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังขยายขอบเขตการลดการใช้กระดาษในการผลิตกล่องสินค้าส่งออกของเครื่องดื่มชูกำลังภายใต้แบรนด์เอ็ม-150 และชาร์ค

ส่งเสริมการใช้ซ้ำเพื่อยืดอายุการใช้งานของบรรจุภัณฑ์ (Reusable)

โอสถสภาส่งเสริมการใช้บรรจุภัณฑ์ที่สามารถใช้ซ้ำได้ (Reusable Packaging Program) ในผลิตภัณฑ์ของแบรนด์อัลตร้ามายด์ บาย เบบี้มายด์ เช่น ครีมอาบน้ำ น้ำยาปรับผ้านุ่มและน้ำยาล้างจาน เบบี้มายด์ เฮลท์ตี้ พลัส เช่น ผลิตภัณฑ์โฟมล้างมือ เป็นต้น ซึ่งจำหน่ายในถุงรีฟิลแบบ pouch ลดการพึ่งพาบรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบแข็งและลดปริมาณวัสดุที่ใช้ต่อหน่วยสินค้า ถุงรีฟิลมีน้ำหนักเบากว่าบรรจุภัณฑ์ขวดอย่างมีนัยสำคัญ ช่วยลดการใช้ทรัพยากรในกระบวนการผลิต การขนส่ง และการเกิดของเสียหลังการใช้งาน บรรจุภัณฑ์ในรูปแบบถุงรีฟิลยังช่วยให้ผู้บริโภคสามารถนำขวดเดิมกลับมาใช้ซ้ำได้ต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการยืดอายุการใช้งานของบรรจุภัณฑ์หลัก ลดปริมาณขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวและสอดคล้องกับหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้ถุงรีฟิลของเบบี้มายด์จึงถือเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนความมุ่งมั่นขององค์กรในการพัฒนาโซลูชันบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมลดผลกระทบด้านคาร์บอนฟุตพริ้นท์และสนับสนุนการบริโภคอย่างยั่งยืน

ตราสัญลักษณ์ ที่จะแสดงให้ผู้บริโภคได้ตระหนักถึง กระป๋องอลูมิเนียมบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก บรรจุภัณฑ์ที่สามารถรีไซเคิลได้อย่างไม่รู้จบ และทำได้อย่างครบวงจรในลักษณะวงจรปิด (Closed loop recycling) ในประเทศไทย

เลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Replace)

โอสถสภามีเป้าหมายในการจัดการขยะพลาสติกที่เกิดจากสายการผลิตของบริษัทฯ ขยะพลาสติกจะถูกรวบรวมเพื่อรีไซเคิลและแปรรูปเป็นวัสดุใหม่ โดยมีบริษัท ยูเนี่ยน เจ.พลัส (ไทยแลนด์) จำกัด เป็นผู้ดูแลกระบวนการทั้งหมดจนถึงขั้นตอนการผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิล (PCR) จากนั้นเม็ดพลาสติก PCR จะถูกนำมาแปรรูปเป็นฟิล์ม PE แบบหดตัวเพื่อใช้ในการผลิตเครื่องดื่มที่โรงงานผลิตสลากผลิตภัณฑ์ของโอสถสภา ปัจจุบัน บริษัทฯ มีการใช้เม็ดพลาสติก PCR สัดส่วนปริมาณ 30% ในโรงงานผลิตของโอสถสภา ซึ่งเป็นการช่วยลดปริมาณการใช้เม็ดพลาสติกใหม่

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินการส่งเสริมด้านความยั่งยืนผ่านการแสดงสัญลักษณ์ CFR (Carbon Footprint Reduction) บนฉลากกระดาษของผลิตภัณฑ์เอ็ม-150 สูตร HI VIT B12 เพื่อสะท้อนความมุ่งมั่นในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่บรรจุภัณฑ์ การดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ด้านบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการสื่อสารความพยายามในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากบรรจุภัณฑ์ให้แก่ผู้บริโภคอย่างโปร่งใสและเป็นรูปธรรม โครงการนี้ได้เริ่มดำเนินการจริงในช่วงประมาณไตรมาสที่ 3 ในปี 2568 และถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของบริษัทฯ ในการบูรณาการแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมเข้ากับการพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์

เพิ่มศักยภาพการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์ (Recycle)

โอสถสภาแสดงสัญลักษณ์รีไซเคิลบนบรรจุภัณฑ์เพื่อสื่อสารให้ผู้บริโภครับรู้ถึงการเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งช่วยให้สามารถคัดแยกขยะได้อย่างถูกต้อง เพิ่มโอกาสในการนำบรรจุภัณฑ์กลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังร่วมมือกับบริษัท ไทยเบเวอร์เรจ แคน จำกัด ในโครงการ Aluminium Loop CAN จากกระป๋องหมุนเวียนสู่กระป๋องเพื่อส่งเสริมการรีไซเคิลกระป๋องอะลูมิเนียมผ่านแบรนด์คาลพิส แลคโตะและเอ็ม-150 สปาร์คกลิ้ง ซึ่งเป็นวัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้ 100% โดยสมบูรณ์ บริษัทฯ เลือกใช้ Aluminium Loop CAN สำหรับผลิตภัณฑ์คาลพิส แลคโตะและชาร์ค ในปี 2568 ปริมาณกระป๋องของโอสถสภาที่ถูกเก็บกลับ จำนวน 29,390,072 กระป๋อง คิดเป็นปริมาณอะลูมิเนียนที่ถูกรีไซเคิล 353.9 ตัน ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 2,069 ตันคาร์บอนได-ออกไซด์เทียบเท่า

ความร่วมมือด้านบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน (Collaboration)

หลักการความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (EPR)
ความร่วมมือในระดับอุตสาหกรรม
  • สถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (TIPMSE)
  • สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย
  • บริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน
โอสถสภาร่วมกับสมาคมอุตสาหกรรมและบริษัทผู้ผลิตในการวางแผนพัฒนาโครงการ 'Pack Back' เพื่อพัฒนาโมเดลสำหรับการจัดการของเสียจากบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว
โครงการส่งขวดแก้วสู่ขวดแก้ว
ความร่วมมือกับลูกค้าและผู้บริโภค
  • ร้านค้าปลีกขนาดเล็ก – ร้านธงฟ้า
  • ผู้ให้บริการรถรับส่งมอเตอร์ไซค์
  • ชุมชน
  • สำนักงานกรุงเทพมหานคร
  • กรมควบคุมมลพิษ
  • กรมการค้าภายใน
โอสถสภาร่วมมือกับผู้ค้าปลีกรายย่อย ร้านธงฟ้า เพื่อวางแผนการดำเนินงานรูปแบบใหม่ที่ช่วยส่งเสริมหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยพัฒนาต้นแบบการรวบรวบของเสียและการรีไซเคิลที่สามารถทำซ้ำ เพื่อสร้างวัฒนธรรมการแยกขยะ และการรวบรวมของเสีย เตรียมสำหรับส่งต่อไปยังกระบวนการรีไซเคิล
การจัดหาเศษแก้วอย่างยั่งยืน
ความร่วมมือกับคู่ค้าและผู้จัดจำหน่าย
  • วงษ์พาณิชย์ – ผู้รวบรวมและจัดหาขยะรีไซเคิล
โอสถสภาร่วมมือกับผู้จัดหาวัสดุเศษแก้วเพื่อส่งเสริมการรวบรวมเศษแก้วเหลือทิ้งจากครัวเรือนในท้องถิ่นและส่งกลับไปยังกระบวนการรีไซเคิล โดยในปี 2567 บริษัทฯ สามารถรวบรวมเศษแก้วได้
โครงการบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน
ความร่วมมือกับผู้ผลิตและจัดจำหน่าย
  • บริษัท ไทย เบเวอร์เรจ แคน จำกัด
  • บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน)
  • บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)
  • บริษัท เอ็นวิคโค จำกัด
  • บริษัท ยูพีเอ็ม ราฟลาแทค จำกัด
โอสถสภามุ่งมั่นสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกตลอดทั้งห่วงโซ่ บริษัทฯ จึงทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้แปรรูปและผู้จัดจำหน่ายเพื่อพัฒนาโครงการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนผ่านการมีส่วนร่วมและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้จัดจำหน่าย ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าของโครงการริเริ่มด้านบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนของโอสถสภาในอนาคต

การใช้วัสดุบรรจุภัณฑ์ปี 2568

ประเภทบรรจุภัณฑ์ ขอบเขตการรายงาน (ร้อยละของต้นทุนขาย) น้ำหนักรวม (ตัน) สัดส่วนวัสดุรีไซเคิลและ/ หรือวัสดุที่ได้รับการรับรอง (ร้อยละของน้ำหนักรวม) เป้าหมายปี 2568 (ร้อยละของน้ำหนักรวม)
บรรจุภัณฑ์ไม้ กระดาษ และใยธรรมชาติ 100% 11,692.66 91.34% 75%
บรรจุภัณฑ์โลหะ (เช่น อะลูมิเนียม หรือ เหล็ก) 100% 9,760.45 26.04% 75%
บรรจุภัณฑ์แก้ว 100% 222,710.44 100% 75%

บรรจุภัณฑ์พลาสติกปี 2568

2565 2566 2567 2568
น้ำหนักรวมของบรรจุภัณฑ์พลาสติกทั้งหมด (ตัน) 6,701.00 6,443.00 6,790.89 6,464.91
สัดส่วนบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่สามารถรีไซเคิลได้ (ร้อยละของน้ำหนักรวมของบรรจุภัณฑ์พลาสติกทั้งหมด) 0.91 0.92 0.93 0.91
สัดส่วนบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่สามารถย่อยสลายได้ (ร้อยละของน้ำหนักรวมของบรรจุภัณฑ์พลาสติกทั้งหมด) 0.00% 0.00% 0.00% 0.00%
สัดส่วนปริมาณวัสดุรีไซเคิลที่ใช้ในบรรจุภัณฑ์พลาสติก (ร้อยละของน้ำหนักรวมของบรรจุภัณฑ์พลาสติกทั้งหมด) 0.00% 2.80% 2.22% 1.21%
ขอบเขตการรายงาน (ร้อยละของต้นทุนขาย) 100% 100% 100% 100%