ผลการดำเนินงาน

เป้าหมายปี 2568
กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มของไทย ผลิตโดยมีปริมาณน้ำตาลน้อยกว่า 6% หรือปราศจากน้ำตาล
100%
เป้าหมายปี 2568
กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและลูกอม อย่างน้อย 50% ไม่เติมน้ำตาล
≥50%

ปัญหาสุขภาพในปัจจุบัน โดยเฉพาะกลุ่มโรคไม่ติดต่อ (Non-communicable Diseases: NCDs) มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้จำนวนผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรสูงขึ้นเป็นลำดับ โดยข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าโรคไม่ติดต่อเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอย่างน้อย 43 ล้านคนต่อปี หรือคิดเป็นประมาณ 75% ของการเสียชีวิตทั้งหมดทั่วโลก (ข้อมูลปี 2021) โดยในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิตก่อนอายุ 70 ปีมากถึง18 ล้านคน และกว่าร้อยละ 82 เกิดขึ้นในประเทศรายได้ต่ำและปานกลาง

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาดังกล่าว คือ พฤติกรรมการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคน้ำตาล ไขมัน หรือโซเดียมในปริมาณสูง ส่งผลให้ผู้บริโภคในปัจจุบันเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการเลือกผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพและส่งเสริมคุณภาพชีวิตมากขึ้น โดยยังคงคาดหวังคุณค่าทางโภชนาการ รสชาติที่ใกล้เคียงผลิตภัณฑ์เดิม และราคาที่สามารถเข้าถึงได้

ในขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมเครื่องดื่มบำรุงกำลังและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ (Functional Drinks) ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผู้บริโภคมองหาเครื่องดื่มที่มีบทบาทมากกว่าเพียงการดับกระหาย แต่สามารถมอบคุณประโยชน์เพิ่มเติมต่อสุขภาพ เช่น การบำรุงกำลัง การช่วยระบบย่อยอาหาร หรือการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ความสะดวกในการบริโภค ความสามารถในการเข้าถึงสินค้าได้ง่ายและระดับราคาที่เหมาะสม ล้วนเป็นปัจจัยที่ช่วยผลักดันการเติบโตของตลาดกลุ่มนี้ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคสายรักสุขภาพ

ด้วยเหตุนี้ บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในยุค Modern Diet โดยมุ่งเพิ่มสัดส่วนของผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ลดหรือไม่เติมน้ำตาล และยังคงรักษาความอร่อยและความคุ้มค่า เพื่อสร้างสมดุลระหว่างสุขภาพและประสบการณ์การบริโภคในระยะยาว

โอสถสภากำหนดให้ “การส่งเสริมสุขภาพ โภชนาการ และความเป็นอยู่ที่ดีของผู้บริโภค” เป็นเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ครอบคลุมทั้งพอร์ตโฟลิโอเครื่องดื่ม ตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา การจัดหาวัตถุดิบ การผลิต ไปจนถึงการสื่อสารข้อมูลแก่ผู้บริโภค ทั้งในกลุ่มเครื่องดื่มบำรุงกำลัง และกลุ่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ บริษัทฯ เดินหน้าปรับสูตรให้เครื่องดื่มมีน้ำตาลต่ำกว่า 6% รวมถึงเพิ่มสารอาหาร เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้ที่ต้องการเสริมสุขภาพเฉพาะด้าน โดยยังคำนึงถึงผลกระทบด้านลบที่อาจกระทบกลุ่มเปราะบาง ซึ่งการปรับลดน้ำตาลนั้นสอดคล้องกับแนวทางขององค์การอนามัยโลก (WHO) เพื่อป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและส่งเสริมสุขภาพของผู้บริโภคในระยะยาว

เพื่อให้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพและโภชนาการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทฯ ได้กำหนดบทบาทและความรับผิดชอบอย่างชัดเจน ได้แก่ คณะกรรมการบริษัทฯ ทำหน้าที่กำกับดูแลภาพรวมของกลยุทธ์สุขภาพและโภชนาการให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ด้านความยั่งยืนขององค์กร ผู้บริหารระดับสูง รับผิดชอบการกำหนดทิศทาง นโยบาย และทรัพยากรที่จำเป็น รวมทั้งติดตามผลการดำเนินงาน และทีมงานข้ามสายงาน เช่น R&D การตลาด คุณภาพสินค้า และความยั่งยืน ทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนา พิจารณา และยืนยันการสื่อสารด้านโภชนาการและสุขภาพให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ รวมถึงการปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับประเทศและสากล แนวทางการจัดการนี้ทำให้บริษัทฯ สามารถบริหารความเสี่ยงและโอกาสด้านสุขภาพและโภชนาการอย่างเป็นระบบ พร้อมสร้างคุณค่าร่วมให้กับผู้บริโภคและสังคมอย่างยั่งยืน

โอสถสภาเดินหน้าลดปริมาณน้ำตาลในผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องผ่านการปรับปรุงสูตรและพัฒนาทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่มเปราะบางและกลุ่มที่ต้องการดูแลสุขภาพเฉพาะด้าน บริษัทฯ มุ่งเน้นการขยายพอร์ตโฟลิโอเครื่องดื่มสุขภาพ เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการด้านโภชนาการของผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น ในระยะต่อไป บริษัทฯ จะขยายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่ลดปริมาณน้ำตาลตามเกณฑ์โภชนาการสากลและแนวทางทางเลือกเพื่อสุขภาพ (Thailand Healthier Choice) วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สูตรน้ำตาลต่ำ ปราศจากน้ำตาลให้ครอบคลุมมากขึ้น รวมถึงส่งเสริมการสื่อสารเพื่อให้ผู้บริโภคเลือกเครื่องดื่มที่เหมาะสมกับความต้องการด้านสุขภาพของตนเอง

นโยบายด้านสุขภาพและโภชนาการของโอสถสภา

โอสถสภามุ่งมั่นยกระดับสุขภาวะของผู้บริโภคผ่านศูนย์นวัตกรรมของบริษัทฯ พัฒนาและปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้มีคุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสมสำหรับผู้บริโภคหลากหลายกลุ่ม ควบคู่กับการให้ข้อมูลโภชนาการอย่างโปร่งใส และการใช้ศักยภาพของแบรนด์ในการส่งเสริมพฤติกรรมการบริโภคที่ดีต่อสุขภาพ โดยมีหลักการของนโยบายด้านสุขภาพและโภชนาการ ดังนี้

ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าทางโภชนาการ อร่อย และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

1
โอสถสภาพัฒนานวัตกรรมสินค้าใหม่และปรับปรุงสินค้าเดิมให้ตอบสนองเทรนด์สุขภาพ โดยอ้างอิงข้อมูลเชิงลึกของตลาดและผู้บริโภค
2
ใช้ศักยภาพการวิจัยและพัฒนา (R&D) ในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีรสชาติถูกปากผู้บริโภค และช่วยสนับสนุนความต้องการด้านโภชนาการ เช่น สุขภาพ การพัฒนาสมอง เสริมภูมิคุ้มกัน และพลังงาน

การพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างรับผิดชอบ

1
มุ่งลดความเสี่ยงโรคอ้วนและโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ผ่านการลดน้ำตาล พลังงาน และการเสริมสารอาหารที่จำเป็นอย่างเหมาะสม
2

ใช้หลักเกณฑ์การกำหนดคุณค่าทางโภชนาการ (Osotspa Nutritional Criteria) เป็นมาตรฐานพัฒนาผลิตภัณฑ์ เช่น

  • น้ำตาล ≤ 5 กรัม/100 มล.
  • พลังงาน ≤ 40 กิโลแคลอรี่/100 มล. (หรือ ≤ 20/10 กิโลแคลอรี่ ตามสูตร)

ทั้งนี้ บริษัทฯ ทบทวนหลักเกณฑ์การกำหนดคุณค่าทางโภชนาการนี้อย่างสม่ำเสมอกับคณะผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและโภชนาการ (Health & Nutrition Advisory Panel) เพื่อให้สอดคล้องกับคำแนะนำจากองค์กรอนามัยโลก (WHO) หน่วยงานสาธารณสุข และมาตรฐานทางเลือกสุขภาพ (Healthier Choice)

1
การสื่อสารและการตลาดต้องถูกต้อง โปร่งใส เข้าใจง่าย และไม่ทำให้ผู้บริโภคเกิดความเข้าใจผิด
2
รับรองว่าผลิตภัณฑ์ของโอสถสภามีความปลอดภัย ได้มาตรฐานด้านโภชนาการ และปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องในทุกประเทศที่บริษัทฯ เข้าไปดำเนินธุรกิจ โดยทำงานร่วมกับคู่ค้า ที่ปรึกษา สถาบันการศึกษา และหน่วยงานภาครัฐที่มีความน่าเชื่อถือ ออกแบบปริมาณต่อหนึ่งหน่วยบริโภค และบริบทการบริโภคของผลิตภัณฑ์ให้ช่วยลดความเสี่ยงจากการบริโภคเกินความจำเป็น มุ่งให้ทางเลือกที่ชัดเจนและรับผิดชอบ เพื่อสนับสนุนการบริโภคอย่างสมดุลและการบริโภคอย่างมีสติ ตามแนวทางส่งเสริมสุขภาพสาธารณะ

การเข้าถึงและความคุ้มค่า

1
ทำให้ผลิตภัณฑ์เข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง ผ่านหลากหลายขนาดบรรจุภัณฑ์ ช่วงราคาที่แตกต่าง และหลายช่องทางการจัดจำหน่าย
2
ส่งเสริมความรู้เรื่องสุขภาพและโภชนาการแก่ผู้บริโภคและพนักงาน
3
ดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมและการสื่อสาร เช่น ช่องทางออนไลน์ การประชาสัมพันธ์ และการบริจาคสินค้า เพื่อเพิ่มความเข้าใจด้านสุขภาพและโภชนาการ

คณะผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและโภชนาการของโอสถสภา (OSP Nutrition Advisory Panel)

โอสถสภาจัดตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและโภชนาการเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เป็นไปตามนโยบายด้านสุขภาพและโภชนาการของบริษัทฯ โดยมีบทบาทดังนี้

ให้คำปรึกษาด้านนโยบายสุขภาพและโภชนาการของโอสถสภา
  • ให้คำปรึกษาด้านนโยบายสุขภาพและโภชนาการของโอสถสภา
  • ให้คำแนะนำเกี่ยวกับนโยบายสุขภาพและโภชนาการ การสื่อสาร และการดำเนินงานด้านการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย รวมถึงข้อเสนอการปรับปรุงนโยบายที่สอดคล้องกับมาตรฐานสุขภาพและโภชนาการระดับประเทศ ระดับสากล และแนวปฏิบัติที่เป็นที่ยอมรับ
  • คำแนะนำทั้งหมดจะถูกจัดทำในรูปแบบบันทึกการประชุมหรือรายงาน พร้อมเหตุผลประกอบ และส่งต่อให้ทีม Health and Nutrition และ Sustainable Development Working Team
  • กรณีคำแนะนำที่เกี่ยวข้องกับการปรับนโยบายหรือพันธสัญญาภายนอก ต้องเสนอให้ผู้บริหารระดับสูงพิจารณา
สนับสนุนทีมงานด้วยข้อมูลที่ทันสมัยและเกี่ยวข้อง

ให้ข้อมูลเชิงวิชาการด้านสุขภาพและโภชนาการ เทคโนโลยี ตลาดโลก–ท้องถิ่น แนวโน้มผู้บริโภค รวมถึงกฎหมายและข้อบังคับใหม่ ๆ เพื่อสนับสนุนการทำงานของทีม Health and Nutrition Hub และหน่วยงานปฏิบัติการที่เกี่ยวข้อง

ให้คำแนะนำด้านสุขภาพและโภชนาการแก่ฝ่ายวิจัยและพัฒนา (R&D)

สนับสนุนทิศทางนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และการพัฒนาสูตร โดยส่งมอบคำแนะนำผ่านทีม Health and Nutrition Hub เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านโภชนาการและสุขภาพของบริษัท

สนับสนุนการสร้างความตระหนักด้านสุขภาพและโภชนาการ ทั้งภายในและภายนอกองค์กร

ร่วมผลักดันกิจกรรมและการสื่อสารที่ช่วยยกระดับความรู้และความเข้าใจด้านสุขภาพและโภชนาการ ผ่านช่องทางของบริษัท เช่น เว็บไซต์ความยั่งยืน และแหล่งข้อมูลสาธารณะอื่นๆ

ร่วมมือและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับหน่วยงานภายนอก

เข้าร่วมและทำงานร่วมกับภาคธุรกิจ นักวิชาการ และหน่วยงานภาครัฐ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ที่เกี่ยวข้องด้านสุขภาพและโภชนาการในบริบทที่เกิดประโยชน์ร่วมกัน คณะผู้เชี่ยวชาญต้องบันทึกข้อมูลความร่วมมือภายนอกและการประชุมอย่างเป็นทางการทั้งหมด รวมถึงรายละเอียดข้อมูลที่ให้และได้รับ โดยเนื้อหาใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโอสถสภาต้องสอดคล้องกับจรรยาบรรณ (Code of Conduct) และนโยบายรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลของบริษัท กรณีมีการหารือเพื่อเริ่มความร่วมมือใหม่กับภายนอก ที่อาจส่งผลต่อชื่อเสียงของบริษัท หรือใช้ทรัพยากรอย่างมีนัยสำคัญ ต้องได้รับการอนุมัติล่วงหน้าจากประธานคณะผู้เชี่ยวชาญ เพื่อป้องกันการสร้างความคาดหวังภายนอกที่ไม่เหมาะสม

การจัดการและตระหนักถึงผลกระทบเชิงลบของผลิตภัณฑ์ทั้งแก่ผู้บริโภคและกลุ่มเปราะบาง

โอสถสภาให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการผลกระทบด้านลบที่อาจเกิดขึ้นจากผลิตภัณฑ์ต่อผู้บริโภคทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ผู้มีภาวะสุขภาพเฉพาะ และสตรีมีครรภ์ บริษัทฯ จึงกำกับดูแลความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การพัฒนา การผลิต การตรวจประเมินด้านคุณภาพ การสื่อสารข้อมูล ไปจนถึงการจัดจำหน่าย เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์มีความปลอดภัย ได้มาตรฐาน และปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน

บริษัทฯ มุ่งให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจได้อย่างเหมาะสมโดยมีข้อมูลประกอบอย่างเพียงพอและโปร่งใส ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลโภชนาการ ปริมาณสารอาหาร คำแนะนำการบริโภคที่เหมาะสม ตลอดจนคำเตือนสำหรับกลุ่มเปราะบาง ทั้งนี้ การออกแบบปริมาณต่อหนึ่งหน่วยบริโภคและข้อความสื่อสารบนฉลากได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการบริโภคเกินความจำเป็น และส่งเสริมพฤติกรรมการบริโภคอย่างมีสติและปลอดภัยในทุกช่วงวัย ตัวอย่างเช่น เครื่องดื่มบำรุงกำลัง M-150 มีการระบุคำเตือนบนฉลากอย่างชัดเจน “ห้ามดื่มเกินวันละ 2 กระป๋อง เนื่องจากอาจทำให้ใจสั่นและนอนไม่หลับ เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรดื่ม และผู้ที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์ก่อนบริโภค” พร้อมแสดงช่องทางติดต่อสายด่วนผู้บริโภค เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถสอบถามหรือแจ้งข้อกังวลได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว

คุณภาพและความปลอดภัยของสินค้า

โอสถสภามุ่งมั่นส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงและปลอดภัยเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค โดยผลิตภัณฑ์ของบริษัทได้รับการยอมรับในด้านคุณภาพและมาตรฐานมาเป็นเวลากว่าศตวรรษ ความสำเร็จนี้เกิดจากความร่วมมือของพนักงานในทุกกระบวนการผลิต บริษัทให้ความสำคัญกับการจัดส่งสินค้าคุณภาพในสภาพที่ดีที่สุดและตรงเวลาทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสในการจำหน่ายสินค้าและการรับรู้แบรนด์ในตลาด และสร้างความราบรื่นในการทำงานร่วมกับลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ

เพื่อให้สอดคล้องกับการขับเคลื่อนสู่ความเป็นเลิศในการปฏิบัติงาน บริษัทมีระบบโครงสร้างการดำเนินงานที่เป็นแบบแผนเดียวกันสำหรับโรงงานในเครือทั้งหมด ซึ่งเป็นระบบที่มีคุณภาพและความปลอดภัยตามมาตรฐานด้านอาหารในระดับประเทศและระดับสากล ซึ่งควบคุมคุณภาพในกระบวนการตลอดวงจรการผลิต ตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงการผลิตและจัดจำหน่าย โดยใช้เทคโนโลยีการควบคุมการผลิตที่แม่นยำ สามารถวิเคราะห์ระดับอันตรายและจุดเกิดวิกฤต รวมทั้ง มีกลไกสำหรับการตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ โอสถสภายังได้นำเกณฑ์สัญลักษณ์ทางเลือกสุขภาพของประเทศไทย (Thailand Healthier Choice Logo) มาปรับปรุงพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม โดยมีตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ได้รับสัญลักษณ์ดังกล่าว เช่น เครื่องดื่มคาลพิสโซดากลิ่นมะม่วงพาร์เฟ่ต์ กลิ่นสับปะรดโอกินาว่า และกลิ่นองุ่นเคียวโฮ เครื่องดื่มคาลพิสผสมนมเปรี้ยวกลิ่นเสาวรส และกลิ่นชาแอปเปิ้ล เป็นต้น

Health & Nutrition Programs

การปฏิบัติตามกฎหมายโภชนาการ (Nutrition Regulation) และมาตรฐานด้านโภชนาการของโอสถสภา

โอสถสภาปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดด้านโภชนาการของแต่ละประเทศที่บริษัทดำเนินธุรกิจอย่างเคร่งครัด โดยมีระบบจัดลำดับสารอาหารของผลิตภัณฑ์ตามคำแนะนำด้านโภชนาการของแต่ละประเทศ (Recommended Daily Intake: RDI) ซึ่งเป็นค่าปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน เช่น พลังงาน วิตามิน และแร่ธาตุต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมสุขภาพที่ดีและลดความเสี่ยงต่อการขาดสารอาหาร

โอสถสภาใช้ข้อมูล RDI เพื่อแสดงบนฉลากผลิตภัณฑ์ว่าผลิตภัณฑ์นั้นให้สารอาหารแต่ละชนิดคิดเป็นร้อยละเท่าใดของปริมาณที่แนะนำต่อวัน (ตามข้อกำหนดของแต่ละประเทศ) เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจเลือกบริโภคได้อย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังอ้างอิงมาตรฐานโภชนาการจาก Codex Alimentarius ซึ่งเป็นแนวทางระหว่างประเทศด้านความปลอดภัยและคุณค่าทางโภชนาการของอาหาร ที่พัฒนาโดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และองค์การอนามัยโลก (WHO) เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากลในด้านความปลอดภัยของอาหารและข้อมูลโภชนาการ

โดยบริษัทฯ ใช้แนวทางของ Codex ในหลายมิติ เช่น

  • การควบคุมปริมาณน้ำตาลและโซเดียม ในผลิตภัณฑ์ให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยและเหมาะสมต่อสุขภาพแต่ยังคงรสชาติที่ดี
  • การใช้สารเจือปนในอาหาร (Food Additives) เช่น สารให้ความหวาน สี และสารกันเสีย โดยอ้างอิงจากรายการและระดับการใช้สูงสุดที่กำหนดใน Codex General Standard for Food Additives (GSFA)
  • การแสดงฉลากโภชนาการ เพื่อให้ข้อมูลชัดเจน โปร่งใส และช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูล

นอกจากนี้ บริษัทยังดำเนินการตามเกณฑ์และตัวชี้วัดด้านโภชนาการที่กำหนดโดยองค์กรอิสระหรือหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อประเมินคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ได้แก่:

  • สำหรับ ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ (Functional Drinks) บริษัทฯ ใช้เกณฑ์ ตราสัญลักษณ์ทางเลือกเพื่อสุขภาพ (Healthier Choice Logo – HCL) ที่ออกโดยกระทรวงสาธารณสุข
  • สำหรับ เครื่องดื่มให้พลังงาน (energy drinks) เช่น M-150, ลิโพ, Shark และ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (supplement products) เช่น C-Vitt, เปปทีน, และเปปทีน กู๊ดไนท์ ใช้เกณฑ์ตาม RDI ในการพัฒนาสูตรและแสดงข้อมูลโภชนาการบนฉลาก

การดำเนินงานเหล่านี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของโอสถสภาในการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ปลอดภัยและสอดคล้องกับกฎหมายระดับประเทศและมาตรฐานสากล และสนับสนุนให้ผู้บริโภคมีทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น

การเสริมคุณค่าทางโภชนาการและการเติมสารอาหารในผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม

ที่โอสถสภา เรามุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้บริโภค โดยมุ่งยกระดับคุณค่าทางโภชนาการของกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มอย่างต่อเนื่อง ผ่านการเพิ่มสารอาหารที่เป็นประโยชน์และส่วนผสมเชิงหน้าที่ (Functional Ingredients) เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนานวัตกรรมและผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง

บริษัทฯ มีแนวทางในการพัฒนากลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มอย่างต่อเนื่อง โดยมี ความมุ่งมั่นที่จะให้ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม 100% มีส่วนผสมของสารอาหารที่เพิ่มคุณค่าหรือส่วนผสมที่ช่วยเสริมคุณประโยชน์ทางโภชนาการ โดยดำเนินการผ่านทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ รวมถึงการปรับสูตรและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่เดิม

100%
ของผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มของบริษัทฯ ในปัจจุบัน มีส่วนผสมของสารอาหารที่เพิ่มคุณค่าหรือช่วยเสริมคุณประโยชน์ทางโภชนาการ

บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการนำส่วนผสมที่มีประโยชน์มาใช้ในผลิตภัณฑ์อย่างเหมาะสม เช่น วิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหาร และส่วนผสมอาหารเชิงหน้าที่อื่น ๆ โดยพิจารณาถึงความต้องการของผู้บริโภค คุณลักษณะของผลิตภัณฑ์ ความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ และข้อกำหนดด้านกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง

ตัวอย่างนวัตกรรมด้านโภชนาการ

ความมุ่งมั่นของบริษัทฯ สะท้อนผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง โดยการนำสารอาหารที่เป็นประโยชน์และส่วนผสมเชิงหน้าที่มาใช้ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย

  • C-Vitt – C-Vitt มีวิตามินซี 1,000 มิลลิกรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค สะท้อนแนวทางของบริษัทฯ ในการพัฒนาเครื่องดื่มที่มีคุณค่าทางโภชนาการเพิ่มขึ้น และช่วยให้ผู้บริโภคได้รับวิตามินซีในรูปแบบเครื่องดื่มพร้อมดื่มที่สะดวกต่อการบริโภค
  • Peptein – กลุ่มผลิตภัณฑ์ Peptein มีการใช้ส่วนผสมเชิงหน้าที่และวิตามินในการพัฒนาเครื่องดื่มที่ออกแบบให้ตอบสนองความต้องการเฉพาะของผู้บริโภค ตัวอย่างเช่น Peptein Good Night ซึ่งมีส่วนผสมของ GABA, L-Theanine และสารสกัดจากเห็ดหลินจือ (Reishi Mushroom Extract) เป็นส่วนหนึ่งของสูตรผลิตภัณฑ์
  • One Day Vitamins – One Day Vitamins มีส่วนประกอบของ วิตามินที่จำเป็น 13 ชนิด เพื่อเป็นทางเลือกที่สะดวกสำหรับผู้บริโภคในการเสริมวิตามินที่จำเป็นในแต่ละวัน

ผ่านการพัฒนานวัตกรรม การปรับสูตร และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง บริษัทฯ มุ่งให้คุณประโยชน์ด้านโภชนาการและส่วนผสมเชิงหน้าที่เป็นองค์ประกอบที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มของบริษัทฯ พร้อมเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองต่อความคาดหวังของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป และสนับสนุนทางเลือกในการบริโภคเครื่องดื่มที่มีคุณค่าทางโภชนาการและมีส่วนผสมเชิงหน้าที่มากยิ่งขึ้น

ผลิตภัณฑ์ที่มุ่งเน้นกลุ่มประชากรเป้าหมายโดยเฉพาะ

โอสถสภามีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มประชากรเป้าหมาย ดังนี้:

กลุ่มผู้มีรายได้น้อย

  • M-150 ฝาเหลือง ราคา 10 บาท เป็นเครื่องดื่มชูกำลังราคาย่อมเยา ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงพลังงานในชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น

กลุ่มผู้ที่ต้องการเสริมสุขภาพเฉพาะด้าน

  • C-Vitt อุดมด้วยวิตามินซีสูง สำหรับผู้บริโภคที่ใส่ใจการดูแลภูมิคุ้มกันและสุขภาพโดยรวม
  • C-Vitt Plus Collagen มีทั้งวิตามินซีและคอลลาเจน สำหรับผู้บริโภคที่ต้องการเสริมสารอาหารเหล่านี้ในชีวิตประจำวัน
  • Peptein Goodnight มีส่วนผสมของกาบา (GABA) ช่วยส่งเสริมการนอนหลับและการผ่อนคลาย

ผลิตภัณฑ์เหล่านี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการตอบสนองทั้ง การเข้าถึงทางเศรษฐกิจ และ ความต้องการด้านสุขภาพที่เฉพาะเจาะจง เพื่อสร้างความครอบคลุมให้แก่ผู้บริโภคทุกกลุ่ม

การออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อส่งเสริมการบริโภคอย่างเหมาะสม

โอสถสภาให้ความสำคัญกับสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้บริโภคในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ โดยคำนึงถึง ขนาดการบริโภคที่เหมาะสม ความหลากหลายของขนาดบรรจุภัณฑ์ และการให้คำแนะนำในการบริโภคที่ชัดเจน เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคเข้าใจปริมาณที่เหมาะสมและสามารถตัดสินใจเลือกบริโภคได้อย่างมีข้อมูล นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังจัดให้มีข้อมูลโภชนาการ คำแนะนำในการบริโภค และคำเตือนที่เกี่ยวข้องบนฉลากผลิตภัณฑ์ตามกฎหมายและข้อกำหนดด้านการแสดงฉลากอาหารที่ใช้บังคับ

แนวทางการดำเนินงานที่สำคัญ ได้แก่

  • คำแนะนำด้านปริมาณและการบริโภค ฉลากผลิตภัณฑ์มีการระบุคำแนะนำเกี่ยวกับปริมาณหรือความถี่ในการบริโภคที่เหมาะสม เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคสามารถควบคุมปริมาณการบริโภคและลดความเสี่ยงจากการบริโภคมากเกินไป
  • การแสดงคำเตือนตามกฎหมาย ผลิตภัณฑ์ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องมีคำเตือน จะมีการแสดงคำเตือนและข้อควรระวังที่เกี่ยวข้องบนบรรจุภัณฑ์อย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้บริโภครับทราบข้อจำกัดและบริบทในการบริโภค อาทิ เครื่องดื่มชูกำลัง M-150 มีคำเตือนให้บริโภคไม่เกิน 2 ขวดต่อวัน รวมถึงคำเตือนสำหรับเด็กและหญิงตั้งครรภ์ และคำแนะนำสำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวให้ปรึกษาแพทย์ก่อนบริโภค
  • การกล่าวอ้างด้านสุขภาพและโภชนาการอย่างมีความรับผิดชอบ สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีการสื่อสารจุดเด่นด้านสุขภาพหรือโภชนาการ บริษัทฯ ดำเนินการให้ข้อมูลและการกล่าวอ้างบนบรรจุภัณฑ์มีความถูกต้อง โปร่งใส มีหลักฐานที่เหมาะสมรองรับ และเป็นไปตามกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง เช่น C-Vitt ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร มีการแสดงข้อมูลผลิตภัณฑ์และข้อความตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจลักษณะและวัตถุประสงค์ของผลิตภัณฑ์อย่างถูกต้อง และไม่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการป้องกันหรือรักษาโรค
  • ขนาดและรูปแบบบรรจุภัณฑ์ พิจารณาขนาดการบริโภคและรูปแบบบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยคำนึงถึงความสะดวกในการบริโภค ควบคู่กับการส่งเสริมให้ผู้บริโภคสามารถบริโภคได้อย่างเหมาะสม

แนวทางดังกล่าวสะท้อนการใช้บรรจุภัณฑ์ไม่เพียงเพื่อปกป้องและส่งมอบผลิตภัณฑ์ แต่ยังเป็นเครื่องมือในการสื่อสารเพื่อสนับสนุนให้ผู้บริโภคควบคุมปริมาณการบริโภค เข้าใจปริมาณที่แนะนำ และสามารถตัดสินใจเลือกบริโภคได้อย่างปลอดภัยและมีข้อมูล

การลงทุนวิจัยและพัฒนาเพื่อปรับปรุงโภชนาการ

บริษัท โอสถสภาได้ลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อปรับปรุงคุณค่าทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์ ได้แก่

  • M-Sport – ปรับสูตรเพื่อลดปริมาณน้ำตาลจาก 7.5 กรัม เหลือ 4.6 กรัมต่อหน่วยบริโภค
  • C-Vitt Plus Collagen – เพิ่มวิตามินซีเพื่อสนับสนุนการได้รับสารอาหารในชีวิตประจำวัน
  • ผลิตภัณฑ์ C-Vitt ทั้ง 6 สูตร – พัฒนาขึ้นในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงสารอาหารที่ต้องการได้อย่างตรงจุด

แนวทางเหล่านี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของโอสถสภาในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์อย่างรับผิดชอบ และช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงเครื่องดื่มที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงขึ้น

การลงทุนวิจัยและพัฒนาเพื่อปรับปรุงความคุ้มค่าและการเข้าถึงผลิตภัณฑ์สุขภาพ

บริษัท โอสถสภาได้ลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อให้ผลิตภัณฑ์สุขภาพเข้าถึงง่ายและสะดวกต่อผู้บริโภค ได้แก่

  • ความพร้อมในการเข้าถึง – ผลิตภัณฑ์สุขภาพของโอสถสภาหาซื้อได้ง่ายตามร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศ
  • รูปแบบที่สะดวกต่อการบริโภค – พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ง่ายต่อการรับประทาน เป็นทางเลือกที่สะดวกกว่าการรับประทานเป็นเม็ดหรืออาหารเสริมแบบเดิม
  • ตัวเลือกหลากหลาย – มีผลิตภัณฑ์หลายตัวให้ผู้บริโภคเลือกตามความสนใจ เช่น ผลิตภัณฑ์ C-Vitt ที่มีทั้งวิตามินซี คอลลาเจน และไฟเบอร์

แนวทางเหล่านี้ช่วยเพิ่มทั้ง ความคุ้มค่าและความเข้าถึง เพื่อให้ผู้บริโภคหลากหลายกลุ่มสามารถเลือกทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพได้ง่ายขึ้น

รายได้จากผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและโภชนาการ

ปี 2564 ปี 2565 ปี 2566 ปี 2567* ปี 2568
รายได้จากผลิตภัณฑ์ที่ได้รับสัญลักษณ์ทางเลือกสุขภาพ (บาท) 3,877,000,000 3,852,000,000 2,628,000,000 1,775,000,000 369,481,343
รายได้รวมจากผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม (บาท) 22,708,622,000 22,020,057,000 21,129,597,000 22,153,901,000 21,422.744,111
% รายได้จากผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ 17.07% 17.49% 12.43% 8.01% 1.72%

การเข้าถึงยาและการดำเนินงานด้านเภสัชภัณฑ์อย่างมีความรับผิดชอบ

การดำเนินงานด้านการเข้าถึงยาและด้านเภสัชภัณฑ์อย่างมีความรับผิดชอบเป็นส่วนหนึ่งของ “นโยบายคุณภาพผลิตภัณฑ์ ความปลอดภัยชองอาหารและฮาลาล” ของโอสถสภา บริษัทฯ ดำเนินการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ยาและจัดเตรียมเอกสารการขึ้นทะเบียนให้เป็นไปตามกฎระเบียบของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข โดยยึดหลักเกณฑ์ ASEAN Common Technical Dossier (ACTD) ซึ่งเป็นมาตรฐานการจัดเตรียมเอกสารกลางสำหรับการขึ้นทะเบียนยาในประเทศสมาชิกอาเซียน แนวทางดังกล่าวช่วยให้การขึ้นทะเบียนเป็นไปในมาตรฐานเดียวกันทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ส่งผลให้ประชาชนสามารถเข้าถึงยาที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพได้อย่างเท่าเทียม โดยบริษัทฯ มีหลักการดำเนินงานดังนี้

  1. การโฆษณาและทำการตลาดอย่างมีความรับผิดชอบ – บริษัทฯ ดำเนินการโฆษณาและทำการตลาดผลิตภัณฑ์ยาภายใต้กฎหมายและกฎระเบียบของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม โดยทุกการสื่อสารหรือโฆษณาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ยาของบริษัทฯ ต้องได้รับอนุญาตจาก อย. ก่อนเผยแพร่ทุกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลมีความถูกต้อง โปร่งใส และไม่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดแก่ผู้บริโภค
  2. ความร่วมมือในอุตสาหกรรมและการแลกเปลี่ยนความรู้ – บริษัทฯ เป็นสมาชิกของกลุ่มอุตสาหกรรมยา สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งมีวิสัยทัศน์ในการส่งเสริมและพัฒนาขีดความสามารถของอุตสาหกรรมยาไทย เพื่อความพึ่งพาตนเองและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันตามมาตรฐานสากล ผ่านความร่วมมือนี้ บริษัทฯ ได้รับข้อมูลอัปเดตกฎหมาย แนวทางการพัฒนายา และองค์ความรู้จากหน่วยงานภาครัฐ เพื่อนำมาปรับปรุงกระบวนการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาให้เป็นไปตามกฎหมายและข้อกำหนดของ อย. เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ยามีความปลอดภัย มีคุณภาพ และมีประสิทธิภาพสูงสุด
  3. แนวทางการส่งเสริมการตลาดอย่างมีความรับผิดชอบและการพัฒนาศักยภาพบุคลากร – บริษัทฯ ดำเนินการจัดทำฉลากและเอกสารกำกับยาให้สอดคล้องกับข้อมูลในทะเบียนตำรับที่ได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) พร้อมตรวจสอบความถูกต้องก่อนจัดจำหน่าย เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนและปลอดภัย นอกจากนี้ สื่อโฆษณาและการสื่อสารการตลาดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ยาของบริษัทฯ ทุกชิ้นต้องผ่านการอนุมัติจาก อย. ก่อนเผยแพร่เสมอ ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังได้แต่งตั้งเภสัชกรผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการให้ทำหน้าที่กำกับดูแลการผลิต การควบคุมคุณภาพ และการกระจายยาให้เป็นไปตามกฎหมายและข้อกำหนดของ อย. โดยเภสัชกรดังกล่าวต้องผ่านการอบรมตามหลักเกณฑ์ของสภาเภสัชกรรม เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจ และความพร้อมในการปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 อย่างถูกต้องและเป็นไปตามจรรยาบรรณวิชาชีพ