การปกป้องและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ
ความหลากหลายทางชีวภาพและการไม่ตัดไม้ทำลายป่า
บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) ตระหนักถึงความสำคัญของระบบนิเวศธรรมชาติและความจำเป็นเร่งด่วนในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเรามุ่งมั่นที่จะช่วยรักษาระบบนิเวศธรรมชาติจากการตัดไม้ทำลายป่าและการดำเนินการใดๆ ที่ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบ
นอกจากนี้โอสถสภายังมุ่งมั่นที่จะปกป้องพื้นที่อนุรักษ์หรือความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญ ซึ่งรวมถึงแหล่งมรดกโลกของยูเนสโก พื้นที่ชุ่มน้ำที่อยู่ภายใต้อนุสัญญาแรมซาร์ พื้นที่คุ้มครองประเภท I-IV ที่กำหนดโดย IUCN และพื้นที่คุ้มครองที่กำหนดโดยกฎหมายท้องถิ่น

ความมุ่งมั่นของโอสถสภากับการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
- ตระหนัก ปกป้อง รักษา เพิ่มพูน หรืออนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญระดับโลกและระดับชาติ และระบบนิเวศธรรมชาติที่สำคัญ
- นำ “ลำดับขั้นการบรรเทาผลกระทบ” มาใช้ในการดำเนินงานของเรา: (หลีกเลี่ยง ลด ฟื้นฟู และชดเชย)
- หลีกเลี่ยง – หลีกเลี่ยงการสร้างผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ
- ลด – ลดความรุนแรงของผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
- ฟื้นฟู – ฟื้นฟูระบบนิเวศที่เสื่อมโทรม
- ชดเชย – ชดเชยการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ
- เปลี่ยนแปลง – เปลี่ยนไปใช้วิธีที่เหมาะสมเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบเชิงลบต่อธรรมชาติ
- ปฏิบัติตามกฎระเบียบ นำข้อกำหนดโดยสมัครใจมาใช้ และสอดคล้องกับมาตรฐานท้องถิ่นและระดับโลกที่เกี่ยวข้องกับการปกป้องสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อให้บรรลุ “การไม่สูญเสียสุทธิ”

ความมุ่งมั่นของโอสถสภากับการไม่ตัดไม้ทำลายป่า
- สนับสนุน ปกป้อง รักษา และอนุรักษ์ระบบนิเวศป่าไม้
- ปฏิบัติตามกฎระเบียบ นำข้อกำหนดโดยสมัครใจมาใช้ และสอดคล้องกับมาตรฐานท้องถิ่นและระดับโลกที่เกี่ยวข้องกับการปกป้องและอนุรักษ์ป่าไม้เพื่อการดำเนินมาตรการควบคุมและกระบวนการปลูกป่าใหม่เพื่อให้บรรลุ “การไม่ตัดไม้ทำลายป่าสุทธิ”
ขอบเขตและแนวทางในการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย รวมถึงห่วงโซ่คุณค่าทางธุรกิจมีขอบเขตและแนวทางการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพดังนี้
การประเมินและบริหารความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
บริษัทฯ มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดให้ประเด็นด้านธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ และการไม่ตัดไม้ทำลายป่าเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม ซึ่งครอบคลุมการดำเนินงานของบริษัทฯ และห่วงโซ่คุณค่าที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรับผิดชอบ และเป้าหมายการไม่มีการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพสุทธิ หรือ No Net Loss
บริษัทฯ ดำเนินการประเมินการพึ่งพิง ผลกระทบ ความเสี่ยง และโอกาสที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ โดยอ้างอิงกรอบการเปิดเผยข้อมูลด้านธรรมชาติของ Taskforce on Nature-related Financial Disclosures หรือ TNFD และแนวทาง TNFD LEAP Framework เพื่อทำความเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างกิจกรรมทางธุรกิจ พื้นที่ปฏิบัติการ ห่วงโซ่อุปทาน และทุนธรรมชาติ การประเมินดังกล่าวใช้เครื่องมือสนับสนุน ได้แก่ ENCORE และ WWF Biodiversity Risk Filter เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงทั้งในเชิงพื้นที่และเชิงอุตสาหกรรม
ขอบเขตการประเมินในปี 2568 ครอบคลุมพื้นที่ปฏิบัติงานรวม 12 แห่ง คิดเป็นพื้นที่รวม 54.25 เฮกตาร์ โดยพิจารณาปัจจัยสำคัญ เช่น ความใกล้เคียงของพื้นที่ปฏิบัติการกับพื้นที่คุ้มครอง พื้นที่อนุรักษ์ หรือพื้นที่ที่มีคุณค่าด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ความเสี่ยงด้านทรัพยากรน้ำ การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ วัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ที่อาจเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน รวมถึงความเสี่ยงจากของเสียและมลพิษที่อาจส่งผลต่อระบบนิเวศ ชุมชน และสิ่งแวดล้อมโดยรอบ
จากผลการประเมิน พบว่ามีไซต์งานบางแห่งตั้งอยู่ในหรือใกล้พื้นที่ที่มีความอ่อนไหวทางระบบนิเวศและพื้นที่คุ้มครอง โดยเฉพาะ บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) โรงงานเครื่องดื่ม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ บริษัท สยามกลาส อยุธยา จำกัด ซึ่งถูกระบุว่ามีความเสี่ยงในระดับสูงในประเด็นพื้นที่คุ้มครองและพื้นที่อนุรักษ์ หรือ Protected / Conserved Areas ผลการประเมินดังกล่าวช่วยให้บริษัทฯ สามารถจัดลำดับความสำคัญของพื้นที่ที่ต้องมีมาตรการบริหารจัดการเพิ่มเติม และสอดคล้องกับแนวทางของบริษัทฯ ที่มุ่งหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อพื้นที่อนุรักษ์สำคัญ เช่น พื้นที่มรดกโลกของ UNESCO และพื้นที่คุ้มครองตามมาตรฐาน IUCN ประเภท I-IV
ภายใต้กรอบการจัดการดังกล่าว บริษัทฯ ได้ระบุประเด็นความเสี่ยงสำคัญที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น การขาดแคลนน้ำ คุณภาพน้ำ ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ การใช้ทรัพยากรในกระบวนการผลิต และผลกระทบที่อาจเกิดจากของเสียและมลพิษ พร้อมกำหนดมาตรการป้องกันและลดผลกระทบตามลำดับขั้นการจัดการ หรือ Mitigation Hierarchy ได้แก่ การหลีกเลี่ยงผลกระทบ การลดผลกระทบ การฟื้นฟูระบบนิเวศ และการชดเชยผลกระทบที่หลงเหลืออยู่ตามความเหมาะสม

การบูรณาการประเด็นธรรมชาติเข้ากับการบริหารความเสี่ยงและกลยุทธ์องค์กร
โอสถสภาบูรณาการประเด็นความเสี่ยงและโอกาสด้านธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพเข้าสู่กระบวนการบริหารความเสี่ยงองค์กร (Enterprise Risk Management: ERM) การกำหนดกลยุทธ์ และการวางแผนการดำเนินงาน โดยนำผลการประเมินมาใช้ประกอบการกำหนดทิศทางธุรกิจ การตัดสินใจด้านการลงทุน มาตรการลดผลกระทบ แผนบริหารจัดการพื้นที่ที่มีนัยสำคัญ และแนวทางการจัดหาวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์อย่างรับผิดชอบ เพื่อบริหารประเด็นที่อาจมีนัยสำคัญต่อผลการดำเนินงาน สถานะทางการเงิน และการสร้างมูลค่าในระยะยาว ทั้งนี้ บริษัทฯ มุ่งสนับสนุนเป้าหมาย No Net Deforestation เสริมความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงเชิงระบบ และติดตามทบทวนผลการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ปรับปรุงได้อย่างต่อเนื่อง และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กร
การพัฒนาศักยภาพด้านความหลากหลายทางชีวภาพและความเสี่ยงสภาพภูมิอากาศ
บริษัทฯ ได้เชื่อมโยงประเด็นดังกล่าวกับการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงระบบและเสริมความสามารถในการปรับตัวขององค์กรในระยะยาว โดยในปี 2568 บริษัทฯ ได้ดำเนินโครงการเพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านความหลากหลายทางชีวภาพ โดยมุ่งยกระดับความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักของพนักงานและผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับความสำคัญของระบบนิเวศและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ควบคู่กับการดำเนินกิจกรรมฟื้นฟูพื้นที่ การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีตัวอย่างโครงการดังนี้

โครงการ “Osotspa Go Green”
บริษัทฯ ดำเนินโครงการ “Osotspa Go Green” เพื่อสนับสนุนการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเขตเมือง ลดแรงกดดันจากมลพิษทางอากาศ และยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนเมือง ผ่านการปลูกต้นไม้ในพื้นที่สาธารณะของกรุงเทพมหานครอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 โครงการดังกล่าวสะท้อนบทบาทของบริษัทฯ ในการมีส่วนร่วมฟื้นฟูระบบนิเวศเมือง และสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพที่มุ่งลดผลกระทบ เพิ่มพื้นที่สีเขียว และเสริมสร้างความยืดหยุ่นของเมืองต่อความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ
การดำเนินงานของโครงการสนับสนุนนโยบายกรุงเทพมหานครภายใต้โครงการ “ปลูกต้นไม้ล้านต้น สร้างพื้นที่สีเขียวและกำแพงกรองฝุ่นทั่วกรุงเทพฯ” โดยบริษัทฯ ได้ร่วมปลูกต้นไม้ในพื้นที่ที่มีศักยภาพในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและสร้างประโยชน์ต่อชุมชนโดยรอบ ดังนี้
| ปี | พื้นที่ดำเนินงาน | จำนวนต้นไม้ที่ปลูก |
|---|---|---|
| 2565 | พื้นที่ว่างใต้ทางแยกต่างระดับศรีนครินทร์–กรุงเทพกรีฑา | 2,500 ต้น |
| 2566 | พื้นที่ใต้แนวรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงสถานีแยกลำสาลี–สถานีกลันตัน และพื้นที่ติดสวนปิยะภิรมย์ | 2,500 ต้น |
| 2568 | สวนสาธารณะบึงหนองบอนและสวนหลวง ร.9 | 5,000 ต้น |
| รวม | 10,000 ต้น |
ตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการ บริษัทฯ สามารถปลูกต้นไม้ได้ครบตามเป้าหมายรวม 10,000 ต้น ซึ่งช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียว เสริมบทบาทของต้นไม้ในการดูดซับมลพิษทางอากาศ สร้างร่มเงา ลดผลกระทบจากเกาะความร้อนในเมือง และสนับสนุนถิ่นอาศัยขนาดย่อมสำหรับสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศเมือง
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของโครงการในมิติความหลากหลายทางชีวภาพ บริษัทฯ จะพิจารณาติดตามผลการดำเนินงานเพิ่มเติม เช่น ชนิดพันธุ์ไม้ที่ปลูก ความเหมาะสมของพันธุ์ไม้ต่อระบบนิเวศท้องถิ่น อัตราการรอดของต้นไม้ พื้นที่สีเขียวที่เพิ่มขึ้น และการมีส่วนร่วมของชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้โครงการสามารถพัฒนาจากกิจกรรมปลูกต้นไม้ไปสู่การฟื้นฟูระบบนิเวศเมืองที่มีผลลัพธ์เชิงบวกและสามารถวัดผลได้

โครงการ “Bottle to Bottle”
โอสถสภาดำเนินโครงการ “จากขวดแก้วสู่ขวดแก้ว” หรือ Bottle to Bottle อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 เพื่อส่งเสริมการรวบรวม คัดแยก และรีไซเคิลขวดแก้วตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยร่วมมือกับพันธมิตรและชุมชนกว่า 375 ครัวเรือน โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตบรรจุภัณฑ์ และช่วยลดแรงกดดันต่อระบบนิเวศจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติใหม่ การกำจัดของเสีย และการรั่วไหลของขยะสู่สิ่งแวดล้อม
ในปี 2568 โครงการสามารถรวบรวมและคัดแยกขวดแก้วเพื่อรีไซเคิลได้กว่า 100.03 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 9.64% และช่วยหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 83.05 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ประมาณ 3,800 ต้น
ในมิติความหลากหลายทางชีวภาพ โครงการดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการลดแรงกดดันต่อธรรมชาติ โดยลดการพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติใหม่ ลดปริมาณของเสียที่ต้องนำไปกำจัด และลดความเสี่ยงที่ของเสียจากบรรจุภัณฑ์จะหลุดรอดสู่แหล่งน้ำ พื้นที่ชุมชน หรือระบบนิเวศโดยรอบ นอกจากนี้ โครงการยังส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนและพันธมิตรในห่วงโซ่คุณค่า ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความตระหนักและเปลี่ยนพฤติกรรมด้านการจัดการขยะอย่างยั่งยืน
บริษัทฯ จะเดินหน้าพัฒนาการติดตามผลโครงการให้ครอบคลุมตัวชี้วัดด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนและผลกระทบต่อธรรมชาติมากยิ่งขึ้น เช่น ปริมาณวัสดุรีไซเคิลที่นำกลับเข้าสู่กระบวนการผลิต สัดส่วนขวดแก้วที่ถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์ จำนวนครัวเรือนหรือพันธมิตรที่เข้าร่วม และพื้นที่ชุมชนที่ได้รับประโยชน์จากการลดปริมาณขยะ เพื่อสนับสนุนการเปิดเผยข้อมูลด้านมาตรการบรรเทาผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นระบบ

โครงการบรรจุภัณฑ์ที่ได้รับการรับรอง FSC
บริษัทฯ มุ่งยกระดับการดำเนินธุรกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านการเลือกใช้กล่องบรรจุภัณฑ์ที่ได้รับการรับรอง FSC ประเภท Recycled ซึ่งสะท้อนถึงการสนับสนุนการใช้วัสดุรีไซเคิล การจัดการทรัพยากรป่าไม้อย่างรับผิดชอบ และการลดแรงกดดันต่อป่าไม้และระบบนิเวศที่เกี่ยวข้อง
โครงการดังกล่าวครอบคลุมผลิตภัณฑ์หลากหลายทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาทิ กลุ่มเครื่องดื่มชูกำลังและเครื่องดื่มฟังก์ชันนัล ภายใต้แบรนด์หลักของบริษัท เช่น เอ็ม-150 ลิโพ และซี-วิท เป็นต้น การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองช่วยส่งเสริมความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน และสนับสนุนเป้าหมายของบริษัทฯ ในการลดผลกระทบทางอ้อมต่อธรรมชาติจากการจัดหาวัสดุบรรจุภัณฑ์
ในมิติความหลากหลายทางชีวภาพ การใช้บรรจุภัณฑ์ FSC Recycled มีส่วนช่วยลดความต้องการใช้เยื่อไม้ใหม่ ลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินและการตัดไม้ทำลายป่า และสนับสนุนการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทฯ จะพิจารณาขยายการติดตามผลให้ครอบคลุมสัดส่วนบรรจุภัณฑ์จากป่าไม้ที่ได้รับการรับรอง เทียบกับปริมาณบรรจุภัณฑ์จากป่าไม้ทั้งหมด รวมถึงขอบเขตผลิตภัณฑ์ ประเทศ และคู่ค้าที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมความโปร่งใสด้านการจัดหาวัสดุอย่างรับผิดชอบตลอดห่วงโซ่คุณค่า