การจัดการด้านพลังงานและด้านสภาพภูมิอากาศ
การจัดการด้านพลังงานและด้านสภาพภูมิอากาศ
การจัดการพลังงานและการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นโอกาสสำคัญของโอสถสภาในการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานตลอดห่วงโซ่คุณค่า ผ่านการลดการใช้พลังงาน การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ ซึ่งช่วยลดต้นทุนในระยะยาว เสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาพลังงาน ขณะเดียวกัน ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ตอบสนองความคาดหวังของลูกค้า นักลงทุน และหน่วยงานกำกับดูแล พร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้กับธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม โอสถสภาเผชิญความท้าทายจากความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนพลังงานและการลงทุนในเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ ตลอดจนความซับซ้อนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยเฉพาะในขอบเขตที่ 3 บริษัทฯ จึงมุ่งพัฒนากลยุทธ์ การบริหารความเสี่ยง และความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2593
โอสถสภากำหนดโครงสร้างการกำกับดูแลด้านการจัดการพลังงานและสภาพภูมิอากาศอย่างชัดเจน และจัดทำกลยุทธ์การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การปรับปรุงเทคโนโลยีและกระบวนการผลิต การส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน และการพัฒนาระบบข้อมูลด้านพลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในระยะยาว
นอกจากนี้ บริษัทฯ บูรณาการการจัดการพลังงานเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการดำเนินธุรกิจตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การวางแผนการลงทุน การพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการผลิต การดำเนินงานร่วมกับคู่ค้า ไปจนถึงการส่งเสริมความตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมของพนักงาน โดยให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานและสภาพภูมิอากาศ เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการดำเนินงาน ความสามารถในการแข่งขัน ความมั่นคงของธุรกิจอย่างยั่งยืน

โอสถสภามุ่งมั่นดำเนินธุรกิจเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยกำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 ซึ่งสอดคล้องกับความตกลงปารีส (Paris Agreement) ในการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส และสอดรับกับนโยบายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDC) ของรัฐบาลไทยอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ บริษัทได้วางรากฐานผ่านเป้าหมายระยะสั้นด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเชิงปริมาณลง 10% ภายในปี พ.ศ. 2568 (เทียบกับปีฐาน 2561) ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การขยายสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในกระบวนการผลิต และการลดความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่คุณค่าและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล

การลดการใช้พลังงาน
การลดการใช้พลังงานเป็นหนึ่งในการดำเนินงานสำคัญในการสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ในระยะยาว โดยบริษัทฯ มุ่งพัฒนาประสิทธิภาพการใช้พลังงานตลอดกระบวนการดำเนินงาน เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ควบคู่กับการลดต้นทุนและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันขององค์กร ซึ่งโอสถสภาดำเนินการติดตามและตรวจสอบการใช้พลังงานในหน่วยงานและโรงงานอย่างเป็นระบบ เพื่อประเมินประสิทธิภาพและระบุโอกาสในการลดการใช้พลังงานผ่านการปรับปรุงกระบวนการ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงการเลือกใช้แหล่งพลังงานที่เหมาะสม โดยมีหน่วยงานด้านการจัดการพลังงานทำหน้าที่ติดตาม วิเคราะห์ และเสนอแนวทางการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ โรงงานของโอสถสภามีการรายงานข้อมูลการใช้พลังงานต่อกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักของรัฐภายใต้กระทรวงพลังงานที่ทำหน้าที่กำกับ ดูแล และส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย โดยมีการรายงานเป็นประจำทุกปีตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ บริษัทเข้าร่วมการประเมินและรับรองระบบการจัดการพลังงานตามมาตรฐาน ISO 50001 โดยสมัครใจ รวมถึงการรับรองจากหน่วยงานภายนอก เพื่อยกระดับการจัดการพลังงานให้เป็นไปตามแนวปฏิบัติสากล
บริษัทฯ มีผลการลดการใช้พลังงานและการดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในปี 2568 ดังนี้
- ในปี 2568 บริษัทฯ ลดการใช้พลังงานลง (ทางตรงและทางอ้อม) 608,177 กิกะจูลจากปี 2567 โดยผลมาจากการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตและการใช้เทคโนโลยีติดตามและปรับการใช้พลังงานให้เหมาะสมกับความต้องการ
- สามารถลดการใช้พลังงานต่อรายได้รวมของบริษัทฯ (Energy Intensity Reduction) ได้ 32.96 % ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายปี 2568 ที่กำหนดไว้ที่ 10 % เทียบจากปีฐาน 2561
ปริมาณการใช้พลังงาน
| การดำเนินโครงการพัฒนาประสิทธิภาพการใช้พลังงานปี 2568 | โรงงาน | |
|---|---|---|
| โครงการติดตั้ง Inverter ระบบปั๊มน้ำ (Water Pump Cooling System) | ปรับรอบการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าให้เหมาะสม เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้า และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมติดตามข้อมูลการใช้พลังงานอย่างต่อเนื่อง | โรงงานขวดแก้วอยุธยา (SGI AY) |
| โครงการติดตั้ง Inverter ระบบผลิตอากาศเผาไหม้ (Air Combustion System) | ลดรอบการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าให้เหมาะสมกับการใช้งาน พร้อมติดตามข้อมูลการใช้พลังงาน ช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก | โรงงานขวดแก้วอยุธยา (SGI AY) |
| โครงการติดตั้งอุปกรณ์ Generator Hybrid | ชดเชยกระแสไฟฟ้าในบางช่วง เพิ่มประสิทธิภาพการจ่ายไฟ ลดสัญญาณฮาร์โมนิก และลดการใช้พลังงานไฟฟ้าหลัก ส่งผลให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก | โรงงานเครื่องดื่มอยุธยา (BEV AY) |
ปริมาณการใช้พลังงานหมุนเวียน
หมายเหตุ :* ปริมาณการใช้พลังงานหมุนเวียนรวมไฟฟ้าที่ผลิตเอง (พลังงานแสงอาทิตย์)
การส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน
โอสถสภามุ่งเน้นการยกระดับประสิทธิภาพการจัดการพลังงานผ่านกระบวนการตรวจสอบและประเมินศักยภาพการใช้พลังงานอย่างเป็นระบบ เพื่อระบุโอกาสในการปรับปรุงผลการดำเนินงานในทุกกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 บริษัทฯ ได้นำผลวิเคราะห์จากการตรวจสอบมาขยายผลสู่โครงการเชิงยุทธศาสตร์ อาทิ การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนจากแสงอาทิตย์และชีวมวล รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องจักรด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่
ทั้งนี้ ข้อมูลการใช้พลังงานและแนวทางการดำเนินงานทั้งหมดได้รับการทวนสอบโดยหน่วยงานภายนอกตามมาตรฐานสากล เพื่อยืนยันความโปร่งใส ความถูกต้องของข้อมูล และความมุ่งมั่นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม
ในปี 2568 บริษัทฯ สามารถเพิ่มปริมาณการใช้พลังงานหมุนเวียนกว่า 37,055 กิกะจูล จากปี 2567 โดยใช้พลังงานหมุนเวียนจากธรรมชาติ เช่น กะลาปาล์มแทนเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (NG) ในการเผาไหม้ การขยายการติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ เป็นต้น
บริษัทฯ ยังได้ดำเนินโครงการเพื่อเพิ่มพลังงานหมุนเวียนในปี 2568

โครงการติดตั้งระบบหม้อต้มไอน้ำเชื้อเพลิงชีวมวลโรงงานเครื่องดื่มอยุธยา-BEV AY (Biomass Boiler System)
ใช้พลังงานหมุนเวียนจากธรรมชาติ เช่น กะลาปาล์ม แทนเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (NG) ในการเผาไหม้
ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ลดต้นทุนการผลิตได้ประมาณ

โครงการติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์ (Solar Rooftop)
ขยายการติดตั้งแผงโซล่าเซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้ในโรงงาน ลดการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล
ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
การลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
เพื่อให้สอดคล้องกับกรอบความร่วมมือการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ (UN Sustainable Development Cooperation Framework) และแผนแม่บทการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย โอสถสภาได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเน้นการใช้พลังงานทางเลือกและการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้ง เพื่อบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรอย่างยั่งยืน บริษัทฯ ได้ประเมินความเสี่ยงและโอกาสด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามกรอบ TCFD (Task Force on Climate-related Financial Disclosures) ซึ่งครอบคลุมความเสี่ยงทั้งด้านกายภาพ (Physical Risk) และความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risk) เพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว
ทั้งนี้ ความเสี่ยงดังกล่าวส่งผลกระทบต่อธุรกิจของโอสถสภาในหลายด้าน เช่น ความผันผวนของสภาพอากาศที่กระทบต่อวัตถุดิบและการขนส่ง ต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นจากการจัดการทรัพยากรและการลงทุนในเทคโนโลยีการผลิต การเปลี่ยนแปลงความต้องการของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสินค้าที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และความเข้มงวดของกฎหมายและนโยบายภาครัฐด้านสิ่งแวดล้อมที่อาจส่งผลต่อชื่อเสียง หากบริษัทฯ ไม่สามารถปรับตัวได้
นอกจากนี้ โอสถสภามุ่งมั่นบูรณาการประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศเข้าสู่กระบวนการวางแผนและจัดสรรรายจ่ายฝ่ายทุน (Capital Expenditure: CAPEX) อย่างเป็นระบบ โดยพิจารณาความสอดคล้องของโครงการลงทุนใหม่กับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรในระยะยาว บริษัทฯ ทยอยปรับโครงสร้างการลงทุนไปสู่เทคโนโลยีและกระบวนการผลิตที่มีความเข้มข้นคาร์บอนต่ำ พร้อมทั้งลดสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์หรือกิจกรรมที่มีการปล่อยคาร์บอนสูง และเพิ่มการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน และนวัตกรรมที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ทั้งนี้ บริษัทฯ นำผลการประเมินความเสี่ยงและโอกาสด้านสภาพภูมิอากาศตามกรอบ TCFD มาใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจด้านการลงทุน เพื่อให้ทิศทางการใช้เงินลงทุนในอนาคตสอดคล้องกับเส้นทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ บริษัทฯ ดำเนินการติดตามการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งทางตรงและทางอ้อม (ขอบเขต 1, 2 และ 3) ตามมาตรฐาน Carbon Footprint Organization ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (TGO) อย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการรายงานและประเมินผลตามเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่กำหนดไว้
ในปี 2568 สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงและทางอ้อม (ขอบเขตที่ 1 + 2) 44,248.09 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า จากปี 2567 ความสำเร็จนี้เกิดจากการเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต (Optimization) และการดำเนินโครงการลดการใช้พลังงาน เช่น การติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ และการเปลี่ยนมาใช้เชื้อเพลิงชีวมวล เป็นต้น นอกจากนี้ ยังสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อรายได้รวมของบริษัทฯ (GHG Intensity Reduction) 44.46% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายปี 2568 ที่กำหนดไว้ที่ 15% เทียบจากปีฐาน 2565
ผลการดำเนินงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกปี 2568
ขอบเขต 1
ขอบเขต 2
ขอบเขต 3
หมายเหตุ: *ปัจจุบัน ได้รับการทวนสอบจากหน่วยงานภายนอกและขึ้นทะเบียนกับอบก. ในขอบเขตที่ 1, 2 และ 3 ทั้งนี้ ขอบเขต 3 ครอบคลุมข้อมูลในสองประเภทหลัก ได้แก่ การจัดซื้อสินค้าและบริการ (Category 1: Purchased Goods and Services) และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิงและพลังงาน (Category 3: Fuel and Energy-related activities) ทั้งนี้ บริษัทฯ อยู่ระหว่างการพัฒนาระบบจัดการข้อมูลภายในเพื่อให้สามารถรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างถูกต้องและครบถ้วนในอนาคต